ใกล้ชิดพระเจ้า

นี่แน่ะ เราจะทำพันธสัญญา เราจะทำการอัศจรรย์ต่อหน้าประชากรทั้งสิ้นของเจ้า

10แล้วพระองค์ตรัสว่า “นี่แน่ะ เราจะทำพันธสัญญา เราจะทำการอัศจรรย์ต่อหน้าประชากรทั้งสิ้นของเจ้า ซึ่งไม่เคยมีใครทำในทั่วพิภพและในประชาชาติทั้งสิ้น ประชาชนทั้งหมดซึ่งเจ้าอยู่ท่ามกลางเขานั้น จะได้เห็นราชกิจของพระยาห์เวห์ เพราะสิ่งที่เราจะทำต่อเจ้านั้นจะเป็นสิ่งที่น่าเกรงขาม อพย 34:10 พระเจ้าได้ทำพันธสัญญากับโมเสสและชนชาติอิสราเอล และพระองค์ได้ทำตามสัญญานั้น ในการขจัดศัตรูที่อยุ่ในดินแดนที่พระองค์สัญญาให้กับพวกเขา ให้หมดไป ตราบที่พวกเขาเชื่อฟังพระองค์ พระเจ้าได้ทำพันธสัญญากับเราเช่นกัน และพระองค์ได้ทำตามที่พระองค์ได้บอก อย่างต่อเนื่องและต่อไป เรามีหน้าที่รับพันธสัญญาที่พระองค์ให้กับเรา รักษาแลเชื่อในพระสัญญานี้ว่าพระองค์จะกระทำให้สำเร็จ พระวจนะได้กล่าวถึงพันธสัญญาของพระองค์ไว้อย่างมากมาย เมื่อเรารับพันธสัญญาและกระทำตามด้วยความเชื่อ เราจะประสบผลสำเร็จ อาเมน

โอ ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ถ้าแม้ข้าพระองค์ได้รับพระกรุณาในสายพระเนตรของพระองค์ ข้าพระองค์ทูลวิงวอนต่อพระองค์

8ฝ่ายโมเสสจึงรีบกราบลงที่พื้นดินนมัสการ 9แล้วทูลว่า “โอ ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ถ้าแม้ข้าพระองค์ได้รับพระกรุณาในสายพระเนตรของพระองค์ ข้าพระองค์ทูลวิงวอนต่อพระองค์ ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์โปรดเสด็จไปท่ามกลางพวกข้าพระองค์เพราะเป็นชนชาติคอแข็งดื้อดึง และขอทรงโปรดยกโทษความชั่วช้าและความบาปของพวกข้าพระองค์ และโปรดรับพวกข้าพระองค์เป็นมรดกของพระองค์ด้วย” อพย 34:8-9 การอธิษฐานวิงวอน เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ เมื่อเราอธิษฐานวิงวอนเผื่อ คนอื่น ๆ ที่เขาเองกำลังทุกข์ยากลำบาก หรือแม้แต่การอธิษฐานวิงวอน ขอการยกโทษความบาปแทน แม้ว่าจะไม่ได้เป็นการชำระความบาปแทนเขาได้ แต่เป็นการร้องทูลไปถึ งพระบิดาในฟ้าสวรรค์ ที่จะโปรดเมตตาและมีพระทัยต่อคนเหล่านั้น ดังเช่นที่ โมเสสได้อธิษฐานวิงวอนต่อพระเจ้า เมื่อเราใช้เวลากับพระเจ้า เราก็ต้องมีช่วงเวลาการอธิษฐานวิงวอนเผื่อคนอื่น หรือ เหตุการณ์สำคัญที่ต้องขอการช่วยเหลือจากพระเจ้าอย่างมาก เช่น การข่มเหงในพี่น้องคริสเตียนบางที่ บางแห่ง เป็นต้น

พระยาห์เวห์ พระยาห์เวห์ เป็นพระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระกรุณาและพระคุณ

6แล้วพระยาห์เวห์เสด็จผ่านไปข้างหน้าท่าน ตรัสว่า “พระยาห์เวห์ พระยาห์เวห์ เป็นพระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระกรุณาและพระคุณ พระองค์กริ้วช้า ทรงบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง และความสัตย์จริง 7ผู้ทรงสำแดงความรักมั่นคงจนถึงพันๆ ชั่วอายุคน ผู้ประทานอภัยการล่วงละเมิด การทรยศและบาป แต่จะไม่ทรงละเว้นการลงโทษอย่างแน่นอน และทรงให้โทษบิดาตกทอดไปถึงลูกหลานถึงสามชั่วสี่ชั่วอายุคน อพย 34:6-7 พระคุณพระเจ้า ที่เต็มไปด้วยเมตตาคุณ โกรธช้าและอดทนนานกับชนชาติของพระองค์ นั่นคือลักษณะที่พระองค์เป็นมาตลอด มากกว่านั้น พระองค์ยังเต็มเปี่ยมไปด้วย พระคุณความรักอย่างมากมาย และบริบูรณ์เสมอในชีวิตของเรา พระองค์เป็นแบบนี้มาตลอด มาถึงชีวิตของเรา พระลักษณะของพระองค์ ที่เต็มเปีี่ยมด้วยความรัก และอดทนนานในความโกรธก็ยังมีมาถึงชีวิตเราเหมือนเดิม พระองค์ เมตตาอภัยทุกความบาปผิดของเราในทันทีเมื่อเรา สารภาพบาปต่อพระองค์ ขอบคุณสำหรับพระคุุณความรักมั่นคงของพระองค์

แล้วจงขึ้นมาบนภูเขาซีนายแต่เช้า จงคอยเฝ้าเราบนยอดภูเขานั้น

1พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า “จงสกัดศิลาอีกสองแผ่นเหมือนเดิมแล้วเราจะจารึกคำเหมือนในแผ่นเก่าที่เจ้าทำแตกนั้นให้ 2จงเตรียมให้พร้อมเวลาเช้า แล้วจงขึ้นมาบนภูเขาซีนายแต่เช้า จงคอยเฝ้าเราบนยอดภูเขานั้น อพย 34 :1-2 พระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งความรัก ความเมตตาและให้โอกาสอยู่เสมอ พระองค์ไม่เคยจดจำความผิดเพราะรู้ว่า เรายังไม่สมบูรณ์ทุกเรื่อง แต่ต้องเข้ามาด้วยใจถ่อม พระเจ้าจารึกแผ่นศิลาให้แก่โมเสสอีกครั้งหลังจากที่โมเสสทำแตกเพราะบันดาลโทสะเรื่องการไหว้รูปเคารพวัวทองคำของอิสราเอล พระเจ้าไม่ได้โกรธท่านเรื่องนี้ แต่สั่งให้ท่านทำศิลาเพื่อพระองค์จะได้จารึกพระบัญญัติเอาไว้ให้อิสราเอล เราจึงไม่ต้องปรักปรำหรือฟ้องผิดตัวเอง อีกต่อไปเพราะเมื่อเราสารภาพบาป ความบาปนั้นก็หายไปในทันที เราต้องเชื่อในพระเมตตาคุณของพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว

เจ้าจะเห็นหน้าของเราไม่ได้ เพราะมนุษย์เห็นหน้าเราแล้วจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้

20พระองค์จึงตรัสว่า “เจ้าจะเห็นหน้าของเราไม่ได้ เพราะมนุษย์เห็นหน้าเราแล้วจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้” 21พระยาห์เวห์ตรัสอีกว่า “ดูสิ มีที่แห่งหนึ่งอยู่ใกล้เรา เจ้าจงไปยืนอยู่บนศิลานั้น 22แล้วขณะเมื่อพระสิริของเรากำลังผ่านไป เราจะซ่อนเจ้าไว้ในซอกหิน และจะบังเจ้าไว้ด้วยมือเราจนกว่าเราจะผ่านไป อพย 33 : 20-22 โมเสส เห็นพระสิริของพระเจ้า ที่ผ่านท่านไป เพราะไม่สามารถมองหน้าพระเจ้าได้ เพียงแค่การได้เห็นพระสิริผ่านไปนั้น ก็ทำให้ท่าน มีพระสิริพระเจ้าติดตัวท่าน จนท่านต้องเอาผ้ามาปิดหน้า เพราะพระสิริได้มาถึงชีวิตของท่านและต้วท่านก็ได้ทอแสงพระสิริของพระองค์ เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นเมื่อเราจะได้สัมผัสและเห็นพระสิริของพระองค์ทอแสงมาถึงชีวิตเรา เมื่อเรามีชีวิตที่แสวงหาพระเจ้า ใกล้ชิดพระองค์ นมัสการ อยู่ในการทรงสถิตของพระองค์ ยิ่งเราใช้เวลากับพระองค์ มาก เราก็จะสัมผัสพระทัยพระองค์ เมื่อเราได้นมัสการพระองค์ เราจะสัมผัสพระสิริของพระองค์ เราต้องเชื่อเช่นนั้น และมีประสบการณ์อย่างที่โมเสสได้มีประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นนี้

จงทำให้พระบิดาในสวรรค์ภูมิใจ

จงทำให้พระบิดาในสวรรค์ภูมิใจ พระบิดาปรารถนาให้เราดำเนินชีวิตให้สมกับข่าวประเสริฐตามอย่างที่ พระเยซู เป็นแบบอย่างให้เราได้เห็นมาแล้ว พระองค์ให้พระวจนะแก่เราเพื่อเราจะได้ดำเนินชีวิต และประพฤติตามพระวจนะนั้น และมากกว่านั้นพระองค์ได้ประทาน พระวิญญาณบริสุทธิ์มาให้แก่เราทั้งหลายแล้ว เพื่อจะเป็นผู้ช่วยเราในการดำเนินชีวิตให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระบิดา พระวิญญาณบริสุทธิ์มาอยู่ในเราและพระองค์ประทับตราเราไว้ เป็นขอพระองค์แล้วเช่นกัน เอเฟซัส 1:13-14 ได้กล่าวว่า “ในพระองค์นั้น ท่านทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน เมื่อท่านได้ฟังสัจวาทะ คือข่าวประเสริฐเรื่องความรอดของท่าน และได้วางใจในพระองค์ ได้รับการผนึกตราไว้ด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์แห่งพระสัญญา เป็นมัดจำของการรับมรดกของเรา จนกว่าเราจะได้รับเป็นกรรมสิทธิ์ เป็นที่ถวายสรรเสริญแด่พระสิริของพระองค์” เมื่อเราดำเนินชีวิตอย่างซื่อสัตย์ด้วยเต็มกำลังของเรา และพึ่งพาฤทธิ์เดชพระวิญญาณบริสุทธิ์ และมีความสัมพันธ์กับพระองค์ทุก ๆ วัน นั่นเป็นสัญญาณที่ดีที่กำลังบอกว่า เรากำลังดำเนินในความภูมิใจของพระบิดา อย่ากลัวว่า เมื่อเราผิดพลาด ทำบาป ล้มลง ท้อแท้ หรือหมดแรงที่จะดำเนินชีวิตต่อ อาจจะด้วยภาระที่เราคิดว่าเข้ามามากกว่าที่เราจะรับไว้ได้ เมื่อเราตระหนักและรับรู้ว่ามี พระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่อยู่กับ จริง ๆ คืออยู่ในเราและคอยที่ช่วยเหลือเราในทุก ๆ อย่าง เมื่อเราใช้เวลากับพระองค์อย่างสม่ำเสมอ เราจะรู้ว่า เราไม่ได้เผชิญสถานการณ์นี้ตามลำพัง และมีอีกคนที่คอยเป็นกำลังในฝ่ายวิญญาณและคอยช่วยเหลือเราอยู่ทุก ๆ ก้าวเดินของเรา และเมื่อเรากลับใจจากบาป เมื่อเราขอกำลังจากพระวิญญาณ และเมื่อเราอธิษฐานขอปัญญาจากพระองค์ให้เปิดเผยหนทาง พระองค์จะค่อย …

จงทำให้พระบิดาในสวรรค์ภูมิใจ Read More »

ขอทรงสำแดงพระสิริของพระองค์แก่ข้าพระองค์เถิด

18โมเสสจึงกราบทูลว่า “ขอทรงสำแดงพระสิริของพระองค์แก่ข้าพระองค์เถิด” 19พระองค์จึงตรัสตอบว่า “เราจะให้คุณความดีทั้งสิ้นของเราประจักษ์แจ้งต่อหน้าเจ้า และเราจะประกาศนามของยาห์เวห์ต่อหน้าเจ้า เราประสงค์จะโปรดปรานผู้ใดก็จะโปรดปรานผู้นั้น และเราประสงค์จะเมตตาผู้ใด เราก็จะเมตตาผู้นั้น” อพย 33 : 18-19 เป็นสิทธิ์ของพระเจ้าที่ให้แก่เรา คือที่พระองค์จะเมตตา หรือโปรดปรานผู้ใด พระองค์ก็จะให้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราทำเพียงอย่างเดียว พระองค์ดูท่าที และหัวใจภายใน ทำให้หลายครั้ง เราเห็นว่า คนที่เราคิดว่าไม่สมควรได้ แต่เขากลับได้ เป็นไปได้ว่าพระองค์เมตตาเขาคนนั้นอยู่ แน่นอนว่าการที่เราดำเนินตามพระทัยด้วยสุดหัวใจ นั่นเป็นสิ่งที่พระองค์โปรดปรานแน่นอน แม้่ว่าเรายังอ่อนแอและต้องต่อสู้กับความบาปอยู่ทุกวัน พระคุณพระเจ้าก็จะมาถึงเราอย่างแน่นอน การที่เราได้มีประสบการณ์ในพระสิริของพระองค์ เมื่อเราใช้เวลากับพระองค์ อธิษฐาน นมัสการพระองค์ จะทำให้เราเต็มอิ่ม เต็มล้นในฝ่ายวิญญาณอย่างมาก ทำให้เรามีกำลังและเรี่ยวแรงในการดำเนินชีวิตแต่ละวันต่อไปได้ เราต้องขอต่อพระองค์ ขอสำแดงพระสิริมาถึงเราทั้งหลาย

พระยาห์เวห์ตรัสตอบโมเสสว่า “สิ่งที่เจ้าขอนั้นเราจะทำให้ เพราะว่าเจ้าเป็นที่โปรดปรานในสายตาของเราแล้ว

16ทำอย่างไรใครๆ จะทราบได้ว่า ข้าพระองค์และประชากรของพระองค์เป็นที่โปรดปรานในสายพระเนตรของพระองค์แล้ว นอกจากพระองค์จะเสด็จไปกับพวกข้าพระองค์ด้วยไม่ใช่หรือ? ดังนั้นข้าพระองค์และประชากรของพระองค์ จึงแตกต่างจากชนชาติอื่นๆ ทั่วโลก” 17พระยาห์เวห์ตรัสตอบโมเสสว่า “สิ่งที่เจ้าขอนั้นเราจะทำให้ เพราะว่าเจ้าเป็นที่โปรดปรานในสายตาของเราแล้ว และเรารู้จักชื่อของเจ้า” อพย 33 : 16-17 โมเสสวิงวอนต่อพระเจ้า เพื่อให้พระองค์อยู่ด้วยกันกับชนชาติอิสราเอล คำวิงวอนของท่าน พระเจ้าโปรดฟัง เพราะโมเสสเต็มใจที่ให้พระเจ้าได้นำ และใช้ชีวิต และท่านแสวงหา พึ่งพาพระองค์อยู่เสมอ และท่านได้พูดคุยกับพระเจ้า แบบสองต่อสอง พระเจ้าโปรดให้ท่านเป็นที่โปรดปรานในสายต่อของพระองค์ ชีวิตที่เป็นที่โปรดปรานพระเจ้านั้นมาจาก จิตวิญญาณที่กระหายหาพระองค์ แสวงหา และปรารถนาอยากจะอยู่ใกล้ชิดพระองค์อยู่เสมอ เพื่อความสนิทสนมที่มากและทวีขึ้น และเรารู้ได้ว่า ทุกสิ่งที่เราทำในนามของพระองค์ พระองค์จะโปรดเมตตาทำให้สำเร็จ เราต้องขอให้ชีวิตเราเป็นที่โปรดปรานเช่นนั้น ทุกๆ วัน

ขอทรงโปรดสำแดงพระมรรคาของพระองค์ให้ข้าพระองค์เห็นในกาลบัดนี้

ฉะนั้นบัดนี้ ข้าพระองค์ทูลวิงวอนต่อพระองค์ ถ้าแม้ข้าพระองค์ได้รับพระกรุณาในสายพระเนตรของพระองค์แล้ว ขอทรงโปรดสำแดงพระมรรคาของพระองค์ให้ข้าพระองค์เห็นในกาลบัดนี้ เพื่อข้าพระองค์จะรู้จักพระองค์ แล้วจะรับพระกรุณาในสายพระเนตรของพระองค์ และขอทรงถือว่าชนชาตินี้เป็นพลไพร่ของพระองค์” 14ฝ่ายพระองค์ตรัสว่า “เราเองจะไปกับเจ้า และให้เจ้าได้พัก” อพย 33:13-14 โมเสสอธิษฐานวิงวอน ร้องขอให้พระยาเวห์อยู่ด้วยกับชนชาติอิสราเอล และพระองค์โปรดฟังเสียงโมเสสและได้ตอบในคำวิงวอนนั้น ชีวิตแห่งการอธิษฐาน และการวิงวอน เป็นส่วนหนึ่งของผู้เชื่อ เราสามารถเข้าใจพระทัยและสามารถอธิษฐานวิงวอนในเรื่องที่เรามีความปรารถนาอย่างมากได้ พระองค์โปรดฟังเราเสมอและทุกเรื่อง และพระองค์ปรารถนาที่จะตอบในคำอธิษฐานของเรามากเช่นกัน เราต้องมีห้วใจแห่งการมีชีวิตใกล้ชิดและอธิษฐานต่อพระองค์ อย่างสม่ำเสมอ และสนิทสนม เช่นเดียวกับโมเสส ที่ใกล้ชิดพระองค์และสามารถสื่อสารกับพระองค์ได้ทุกเรื่อง แม้เป็นความต้องการบางอย่างที่สำคัญของท่านเอง

พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสสองต่อสอง เหมือนมิตรสหายสนทนากัน

ดังนี้แหละพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสสองต่อสอง เหมือนมิตรสหายสนทนากัน แล้วโมเสสก็กลับไปยังค่าย แต่โยชูวาผู้รับใช้หนุ่ม ผู้เป็นบุตรชายของนูน มิได้ออกไปจากพลับพลา อพย 33:11 ภาพของการสนทนาแบบสองต่อสองระหว่างพระเจ้าและโมเสส ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนอย่างมากระหว่างพระบิดาผู้สร้างเราและตัวเราเองที่เป็นมนุษย์คนบาป ที่สามารถสนิทสนมและพูดคุยกันได้อย่างแนบแน่น สิ่งควรเป็นวิถึชีวิตของผู้เชื่อในฐานะลูกของพระองค์ ตามที่เราได้รับพระเยซูเป็นผู้ช่วยให้รอดแล้ว ความสนิทสนมแบบนี้ เป็นสิ่งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ในเราปรารถนาให้เกิดขึ้น อยู่ทุก ๆ วันเพื่อเราจะเข้าใจในหัวใจ พระทัยของพระบิดาและ เราจะรับการสำแดงจากพระองค์มากยิ่งขึ้น วันต่อวัน นี่ยังเป็นสิทธิพิเศษเสมอที่เราได้ใกล้ชิดพระองค์ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในตลอดประวัติศาสตร์พระคัมภีร์ คือยุคของเรานี่เอง สรรเสริญพระเจ้า

เวลาพลไพร่ทั้งปวงเห็นเสาเมฆนั้นตั้งอยู่ที่ประตูพลับพลาเมื่อไร ทุกคนก็จะลุกขึ้นยืนนมัสการ

เวลาพลไพร่ทั้งปวงเห็นเสาเมฆนั้นตั้งอยู่ที่ประตูพลับพลาเมื่อไร ทุกคนก็จะลุกขึ้นยืนนมัสการอยู่ที่ประตูเต็นท์ของตน อพย 33:10 ทุกครั้งเมื่อเรานมัสการพระเจ้า เราก็กำลังนำการทรงสถิตของพระองค์ลงมาสู่ชีวิต จิตวิญญาณของเรา การนมัสการด้วยบทเพลงและการสรรเสริญพระองค์ ก็จะนำให้จิตวิญญาณเราได้สัมผัสการทรงสถิตได้มาก และการนมัสการพระเจ้าด้วยรูปแบบอื่น ๆ ก็สามารถนำการทรงสถิตของพระองค์ลงมาได้ ซึ่งจะนำให้เกิดความยำเกรง และเห็นฤทธิอำนาจ พระสิริของพระองค์ปกคลุมในที่ ๆ เรากำลังอยู่ สิ่งเหล่านี้จะเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นในฝ่ายวิญญาณของเราทั้งหลายเพื่อให้เราได้สัมผัสใน พระสิริและฤทธิ์อำนาจของพระองค์ จะทำให้วิญญาณจิตเราเต็มเปี่ยมไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และจะนำให้เราได้มีประสบการณ์การใกล้ชิดพระองค์มากขึ้นในแต่ละวัน สรรเสริญพระเจ้า

ครั้นโมเสสเข้าไปในพลับพลาแล้ว เสาเมฆก็ลอยลงมาตั้งอยู่ที่ประตูพลับพลา

ครั้นโมเสสเข้าไปในพลับพลาแล้ว เสาเมฆก็ลอยลงมาตั้งอยู่ที่ประตูพลับพลา แล้วพระเยโฮวาห์ก็ตรัสสนทนากับโมเสส หนังสืออพยพ 33:9 KJV https://bible.com/bible/175/exo.33.9.KJV พระเจ้าสำแดงพระองค์ผ่านทางเสาเมฆ เพื่อให้อิสราเอลรับรู้การมาของพระองค์ ที่มาในพลับพลา เพื่อสนทนากับโมเสส แม้ว่า พระองค์สามารถพูดคุย กับโมเสสที่ใดก็ได้ แต่พระองค์เลือกพลับพลาเพื่อให้อิสราเอลเห็นการทรงสถิตที่ชัดเจน เราสามารถสัมผัสการทรงสถิตได้อย่างมากเมื่อเราได้นมัสการพระองค์ไม่ว่าจะเป็นเวลาส่วนตัวหรือที่บรรยากาศคริสตจักร การได้มีเวลาในการสัมผัส การทรงสถิตของพระองค์ และได้พูดคุยกับพระองค์เป็นสิ่งที่สำคัญและจะยกระดับวิญญาณจิตของเรา