ใกล้ชิดพระเจ้า

จงขึ้นไปบนภูเขาอาบาริมนี้ แล้วมองดูแผ่นดินซึ่งเรามอบให้แก่คนอิสราเอล

12พระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสว่า “จงขึ้นไปบนภูเขาอาบาริมนี้ แล้วมองดูแผ่นดินซึ่งเรามอบให้แก่คนอิสราเอล 13และเมื่อเจ้าได้เห็นแล้ว เจ้าจะจากไปอยู่กับประชาชนของเจ้าด้วย เหมือนอย่างอาโรนพี่ชายของเจ้าที่จากไปนั้น 14เพราะว่าเจ้าทั้งสองกบฏต่อถ้อยคำของเราในถิ่นทุรกันดารศินระหว่างที่ชุมนุมชนมาโต้แย้ง เจ้าไม่ได้ถวายความศักดิ์สิทธิ์แก่เราต่อหน้าเขาทั้งหลายที่น้ำนั้น” กดว 27 : 13-14 แม้ว่าพระเจ้าจะได้สนทนากับโมเสส สองต่อสอง และพระองค์ให้ความสนิทสนมแก่ท่านมากกว่าคนทั้งปวง เพราะท่านเชื่อฟังพระองค์ และทำตามพระดำรัสของพระองค์ และยำเกรงพระองค์ ท่านเป็นผู้ชอบธรรมในสายตาของพระองค์ แต่เมื่อมีเหตุการณ์ที่ท่านไม่ได้ถวายเกียรติแด่พระองค์ ด้วยโทสะที่บันดาลออกไป เพราะโกรธชนชาติอิสราเอล จึงไม่ได้ทำในสิ่งที่พระเจ้าสั่ง และท่านจึงต้องรับผลคือการที่ท่านไม่ได้เข้าแผ่นดินคานาอัน ซึ่งเป็นแผ่นดินที่เป็นพระสัญญากับชนชาติอิสราเอล และตัวโมเสสเองด้วย เราขอบคุณพระเมตตาคุณ ที่่เราอยู่ในยุคพระคุณ และเรารับพระคุณของพระองค์อยู่อย่างมากมาย เราต้องตระหนักและไม่ทำให้พระองค์เสียพระทัย และถวายเกียรติชีวิตแด่พระองค์ในทก ๆ ทาง

กันดารวิถี บทที่ 21

กันดารวิถี บทที่ 21 เมื่อชนชาติอิสราเอลบ่นต่อว่าพระเจ้า พระองค์ได้ให้ งูพิษมากัดพวกเขา และโมเสสได้ทำงูทองสัมฤทธิ์ตามที่พระเจ้าบอกเพื่อใครที่ถูกกัด โมเสสใช้ได้งูทองฤทธิ์ในการรักษาให้หายดี พระเยซูก็หยิบเรื่องนี้มากล่าวถึง เปรียบภาพ ให้เห็นว่า โมเสสยกงูขึ้น ฉันใด บุตรมนุษย์ก้จะถูกยกขึ้นฉันนั้น และเป็นภาพของผู้ที่ต้องการรับความรอด ที่จะเข้ามาหาพระองค์ ด้วย พระวจนะพระเจ้ามีความสอดคล้องกันตลอดเล่ม ไม่มีส่วนไหน ที่แตกต่างกัน แต่เสริมสร้างและนำมาซึ่งแผนการของพระเจ้านั้นจะสำเร็จในชีวิตของผู้ที่พระองค์เรียกมานั้น เราต้องสะสมพระวจนะของพระเจ้าไว้เสมอ เพื่อสร้างรากฐานชีวิตที่แข็งแรง และการสำแดงของพระวิญญาณบริสุทธิ์เืพื่อให้เราเข้าใจพระทัยของพระองค์มากขึ้น อาเมน

กันดารวิถี บทที่16

กันดารวิถี บทที่ 16 เรื่องราวของ กบฎโคราห์ ที่พวกเขาไม่ได้ยำเกรงต่อโมเสส ผู้ซึ่งพระเจ้าโปรดตั้งท่านไว้ให้เป็นผู้นำปกครองอิสราเอล โคราห์ ไม่เชื่อว่าพระเจ้าจะใช้โมเสสในการนำการปกครอง และโมเสสได้กราบทูลพระเจ้าถึงเรื่องนี้ แม้ว่าโคราห์จะได้ถูกแยกตัวออกมาเพื่อเป็นเลวี ปรนนิบัติพระเจ้า ซึ่งนับว่าเกียรติอย่างสูงแล้ว แต่พวกเขาเองกลับไม่ได้ระลึกถึงพระคุณของพระเจ้าในเรื่องนี้ เมื่อเราตอบสนองต่อผู้รับใช้พระเจ้าด้วยท่าทีที่ไม่ถูกต้อง เราอาจจะต้องรับผลอย่างที่โคราห์รับ ก็เป็นได้ เราต้องยำเกรงพระเจ้า และยำเกรงผู้ที่พระเจ้าได้แต่งตั้งไว้ให้ปกครองดูแลเรา นั่นรวมถึงผู้ที่มีสิทธิอำนาจในโลกนี้ด้วย ผลลัพธ์ที่พระเจ้าจะทำเมื่อคนไม่ได้เชื่อฟังพระเจ้าอาจแตกต่างกันออกไป นั่นเป็นพระคุณที่พระองค์จะมีมาถึง บางคนอาจจะรับผลทันที บางคนพระองค์อาจจะให้โอกาส เรามิอาจรู้ได้ ดังนั้น เราไม่ควรแตะต้องผู้ที่มีสิทธิอำนาจที่พระเจ้าได้เจิมไว้ แต่ต้องอธิษฐานเผื่อ เชื่อฟัง

บัดนี้ข้าพระองค์ทูลวิงวอน ขอพระองค์ทรงบันดาลให้ฤทธิ์อำนาจขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้ใหญ่

17บัดนี้ข้าพระองค์ทูลวิงวอน ขอพระองค์ทรงบันดาลให้ฤทธิ์อำนาจขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้ใหญ่ยิ่งดังพระสัญญาที่ว่า 18‘พระเยโฮวาห์ทรงพระพิโรธช้า ทรงอุดมในความเมตตา ทรงโปรดยกโทษความชั่วช้าและให้อภัยการละเมิด แต่ถือว่าไม่มีโทษหามิได้ ให้โทษเพราะความชั่วช้าของบิดาตกทอดไปถึงลูกหลานสามชั่วสี่ชั่วอายุ’ 19ขอทรงประทานอภัยความชั่วช้าของชนชาตินี้ตามความยิ่งใหญ่แห่งความเมตตาของพระองค์ ดังที่พระองค์ทรงประทานอภัยชนชาตินี้ตั้งแต่อียิปต์จนบัดนี้” กดว 14:17-19 พระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งความรัก ความเมตตาและทรงยุติธรรมอย่างที่สุด พระองค์อดกลั้นพระทัยไว้นาน ตามพระลักษณะของพระองค์ แม้กระนั้น ชนชาติอิสราเอลก็ยังดื้อดึง ไม่เชื่อฟัง ขาดความเชื่อ โดยต้องการที่กลับไปอียิปต์หลังจากที่มีการสอดแนมแล้ว ส่วนใหญ่ มีความกลัวและไม่กล้าเข้าเขตแดนคานาอัน พระพิโรธของพระองค์ก็กลับมาอีกครั้ง เมื่อโมเสสได้ทูลวิงวอนขอพระองค์ ให้ระงับโทสะอันชอบธรรมนี้ ไม่ให้ตกแก่อิสราเอล พระองค์โปรดฟังคำวิงวอนของโมเสส แต่สิ่งที่พวกเขาต้องรับผล รวมถึงโมเสสและคนของท่าน ก็คือ พวกเขาต้องเดินใน ถิ่นทุรกันดาร นานถึงสิบสี่ปี จากที่จะเข้าแผ่นดินคานาอันได้เพียง สี่วัน หลายครั้งเมื่อเราทำให้พระเจ้าเสียพระทัยอย่างมาก พระองค์ยังคงมีเมตตาเสมอ แต่เมื่อใด ที่เราจำต้องเดินในความชอบธรรมของพระองค์และเราดื้อดึง ขาดความเชื่อหรือไม่เชื่อฟังพระองค์แล้ว เราอาจจะต้องเผชิญสถานการณ์เดียวกันกับที่อิสราเอลต้องเผชิญอยู่ก็เป็นได้ นั่นเป็นเพราะตัวเราทำตัวเราเอง เราต้องขอพระวิญญาณให้เรารักษาความเชื่อ วางใจในพระองค์เอาไว้ อยู่เสมอ

จงฟังถ้อยคำของเรา ถ้าจะมีผู้พยากรณ์ท่ามกลางเจ้าทั้งหลาย

พระองค์ตรัสว่า “จงฟังถ้อยคำของเรา ถ้าจะมีผู้พยากรณ์ท่ามกลางเจ้าทั้งหลาย เราพระเยโฮวาห์จะสำแดงตัวแก่ผู้นั้นเป็นนิมิต เราจะพูดกับเขาทางฝัน 7สำหรับโมเสสผู้รับใช้ของเราก็ไม่เป็นเช่นนั้น ในวงศ์วานทั้งหมดของเราเขาสัตย์ซื่อ 8เราพูดกับเขาปากต่อปากอย่างชัดเจน ไม่พูดเร้นลับ และเขาเห็นสัณฐานของพระเยโฮวาห์ ไฉนเจ้าไม่กลัวที่จะพูดติโมเสสผู้รับใช้ของเรา” กดว 12:6-7 ความล้ำลึกของพระเจ้าก็เกินกว่าที่มนุษย์อย่างเราจะเข้าใจได้ และการสำแดงของพระองค์ก็เป็นสิทธิอำนาจของพระองค์แต่เพียงผู้เดียว เมื่อพระองค์จะสำแดงแก่เรา พระองค์มีหลากหลายวิธีในการสำแดงพระทัยของพระองค์ เช่น นิมิต หรือความฝัน นับว่าเป็นช่องทางหนึ่งที่พระองค์จะทำ สิ่งที่เราควรปรารถนาก็คือความสัมพันธ์สนิทแบบโมเสสกับพระเจ้า ที่พระองค์เองไม่ได้ปิดบังพระทัยที่พระองค์มีต่อโมเสสเลย เพราะท่านเป็นคนซื่อสัตย์ และพระองค์ได้สนทนาต่อท่าน สองต่อสอง และพูดต่อหน้าท่าน ปากต่อปากอย่างชัดเจน ยิ่งเราสัมพันธ์สนิทกับพระวิญญาณบริสุทธิ์เช่นนี้ การสำแดงของพระองค์ก็จะเกิดขึ้นเช่นเดียวกับที่พระองค์ได้สำแดงแก่โมเสสผู้รับใช้พระองค์เช่นเดียวกัน สรรเสริญพระเจ้า ชาโลม !

เราจะลงมาสนทนากับเจ้าที่นั่น และเราจะเอาจากวิญญาณที่มีอยู่บนเจ้ามาใส่บนคนเหล่านั้นด้วย

16พระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสว่า “จงรวบรวมพวกผู้ใหญ่ในอิสราเอลให้เราเจ็ดสิบคน เป็นคนที่เจ้ารู้ว่าเป็นผู้ใหญ่ของประชาชนและเป็นเจ้าหน้าที่ของเขาทั้งหลาย จงพาพวกเขามาที่เต็นท์นัดพบและให้ยืนอยู่พร้อมกับเจ้าที่นั่น 17เราจะลงมาสนทนากับเจ้าที่นั่น และเราจะเอาจากวิญญาณที่มีอยู่บนเจ้ามาใส่บนคนเหล่านั้นด้วย และให้เขาทั้งหลายแบกภาระของประชาชนเหล่านี้ร่วมกับเจ้า เพื่อเจ้าจะไม่ต้องแบกคนเดียว กดว 11:16-17 โมเสสทูลวิงวอนพระเจ้าขอการช่วยกู้มาถึงท่าน เมื่อท่านโดนชนชาติอิสราเอลบ่นต่อว่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขา พระเจ้าได้ให้โมเสสนำผู้ใหญ่ เจ็ดสิบคน มาที่เต็นท์นัดพบ และพระองค์ได้ให้ท่านเหล่านั้น รับภาระใจร่วมกันกับโมเสสด้วย การปรนนิบัติพระเยซู ไม่ใช่การงานที่ทำเองเพียงคนเดียวได้ จำต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันและเสริมสร้างพระกายของพระองค์ร่วมกัน พระราชกิจของพระบิดาเป็นงานที่มีเกียรติ และยิ่งใหญ่กว่างานใด ๆ บนโลกนี้ เมื่อเราขอกำลังและทิศทางจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจะมีกำลังและเรี่ยวแรงในการเดินต่อไปได้ นี่เป็นพระคุณอันเลิศล้ำที่มาจากพระองค์

ไฟของพระเยโฮวาห์มาไหม้อยู่ท่ามกลางเขา

1เมื่อประชาชนบ่น พระเยโฮวาห์ทรงไม่พอพระทัย พระเยโฮวาห์ทรงสดับแล้วทรงพระพิโรธ มีไฟของพระเยโฮวาห์มาไหม้อยู่ท่ามกลางเขา เผาค่ายรอบนอกเสียบ้าง 2แล้วคนทั้งหลายจึงร้องต่อโมเสส และเมื่อโมเสสได้อธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์ ไฟก็ดับ กดว 11:1-2 พระบิดามีความอดทนนาน พระองค์ให้โอกาสแก่ลูก ๆ ของพระองค์อยู่เสมอ เราเห็นได้ว่าพระวจนะของพระองค์ แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่ง พระองค์ก็มีความโกรธอย่างชอบธรรม เช่นกัน หลายต่อหลายครั้งที่พระองค์มีหนทางช่วยกู้ชนชาติอิสราเอล จากความยากลำบาก จากศัตรูที่เข้ามา พวกเขากลับหลงลืมพระเมตตาคุณของพระองค์อย่างรวดเร็ว แม้กระนั้นเพียงคำอธิษฐานของผู้ชอบธรรมเพียงคนเดียวคือโมเสส พระองค์ก็ระงับโทสะในทันที จากไฟที่พระองค์เทลงมาจะเผาผลาญพวกเขา เราเอง ชอบธรรมโดยความเชื่อในพระเยซู คำอธิษฐานของเราจึงมีพลัง และฤทธิ์อำนาจเช่นกัน เราต้องรักษาความชอบธรรมเอาไว้ การอยู่ใกล้ชิดสนิทกับพระวิญญาณ รับการสัมผัสจิตวิญญาณ รับการสำแดงจากพระองค์อยู่เสมอ จะนำให้เราเข้าใจพระทัยของพระองค์มากยิ่งขึ้น

ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงลุกขึ้นเถิด ให้ศัตรูทั้งหลายของพระองค์กระจัดกระจายไป

35ต่อมาเมื่อหีบยกออกเดินเมื่อไร โมเสสกราบทูลว่า “ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอทรงลุกขึ้นเถิด ให้ศัตรูทั้งหลายของพระองค์กระจัดกระจายไป ให้ผู้ที่ชังพระองค์หลีกหนีพระองค์ไป” 36เมื่อหีบยับยั้งท่านกราบทูลว่า “โอ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ ขอเสด็จกลับมาสู่คนอิสราเอลที่นับเป็นพันๆเถิด” กดว 10:35-36 เมื่อเราต้องดำเนินชีวิต ต่อสู้ในฝ่ายวิญญาณ เพื่อขยายเขตแดนฝ่ายวิญญาณและให้อาณาจักรของพระองค์มาตั้งอยู่ มารซาตานจะคอยขัดขวางทุกทางเพื่อไม่ให้เราทำสำเร็จ และพระบิดาสัญญากับเรา ว่าพระองค์เป็นธงชัยแก่เราและจะนำเราไปถึงความสำเร็จทั้งปวง พระองค์จะเปิดทางทุกอย่างเพื่อให้งานของพระองค์ในมือของเราสำเร็จ ดังที่ โมเสสได้อธิษฐานขอให้ศัตรูพระองค์กระจัดกระจายไป เราอยู่ในสงครามฝ่ายวิญญาณนับตั้งแต่เราได้มารู้จักกับพระคริสต์ ดังนั้นการต่อสู้ฝ่ายวิญญาณจะคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง เราต้องพึ่งพาฤทธิ์อำนาจพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้พระองค์เสริมเรี่ยวแรงกำลังให้แก่เรา

วันนี้ยังเป็นวันอัศจรรย์ของเราอยู่ไหม

วันนี้ยังเป็นวันอัศจรรย์ของเราอยู่ไหม ท่ามกลางความวุ่นวายต่าง ๆ และภาระที่เราต้องแบกรับนับเรื่องแทบไม่ไหว หลายสิ่งก็อาจทำให้เราเหนื่อยอ่อน อ่อนแอ หรืออาจทำให้เราท้อแท้ใจในการดำเนินชีวิตอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องมั่นใจได้คือ พระบิดาผู้อยู่ในฟ้าสวรรค์กำลังเพ่งมองมาที่เราและเชื่อแน่ว่าพระองค์เปรมปรีดิ์กับชีวิตเรา เพราะพระองค์รักเรา และกำลังนำสิ่งดีมากมายบนโลกนี้มาให้แก่เรา   เราต้องรู้และต้องตระหนักก่อนว่าเราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกเพื่อวัตถุประสงค์ใด และเราจะรู้ว่านี่เป็นอัศจรรย์ในแต่ละวันที่พระบิดาโปรดให้เรามีลมหายใจอยู่ อัศจรรย์ที่พระเจ้ารักอย่างที่เราเป็น เราเคยได้คิดไหมว่า ทุกเช้าวันใหม่ที่เราตื่นขึ้นและเรายังมีลมหายใจอยู่ นับว่าเป็นพระเมตตาคุณที่พระเจ้าได้ประทานให้แก่เรา เป็นดังของขวัญล้ำค่าอีกชิ้นหนึ่ง พระองค์ไม่ได้มองเลยว่า เมื่อวานนี้ชีวิตเราจะล้มเหลวแค่ไหน หรือเราทำให้พระองค์เสียพระทัยมากอย่างไร เราเองอาจจะทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการอธิษฐาน สารภาพความบาป และเมื่อหัวเราถึงหมอนและหลับตาลง ร่างกาย เราได้พักผ่อน เมื่อเราตื่นขึ้น ทุกอย่างก็เหมือนกับการเริ่มต้นวันใหม่   ไม่ว่าเราจะเป็นอย่างไร ทุกเช้าวันใหม่ที่เรามีลมหายใจ นับได้ว่าเป็นอัศจรรย์ที่พระเจ้าที่รักเราอย่างมาก ได้มอบให้แก่เราเป็นดังของขวัญ ให้เราได้สู้ในวันใหม่ ด้วยพระคุณความรักของพระองค์ และกำลังในพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระธรรม โรม 5:8 กล่าวว่า “ แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เรา คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์สิ้นพระชนม์เพื่อเรา”   ชีวิตของ พระเยซู และพระโลหิตของพระองค์ ที่หลั่งออกเพื่อชำระความบาปสิ้นของเรานั้น ก็สมบูรณ์เป็นพระคุณอันเหลือล้นให้กับชีวิตที่เล็กน้อยของเรา  เรามีคุณค่ามากในสายตาของพระองค์เสมอไม่ว่าเราจะเป็นอย่างไร   ในพระธรรม 1 …

วันนี้ยังเป็นวันอัศจรรย์ของเราอยู่ไหม Read More »

คำอธิษฐานเผื่อผู้เชื่อ จากพระธรรมกันดารวิถี

24‘ขอพระยาห์เวห์ทรงอวยพรท่าน และพิทักษ์รักษาท่าน 25ขอพระยาห์เวห์ทรงให้พระพักตร์ของพระองค์ทอแสงแก่ท่าน และทรงพระกรุณาท่าน 26ขอพระยาห์เวห์เงยพระพักตร์ของพระองค์ต่อท่าน และประทานสวัสดิภาพแก่ท่าน’ 27“ดังนั้นแหละพวกเขาจะประทับนามของเราเหนือคนอิสราเอล และเราจะอวยพรเขาทั้งหลาย”  กดว 6:24-27 คำอธิษฐานของโมเสส ทำให้เราเห็นว่า เราก็สามารถที่จะอธิษฐานเผื่อ พี่น้อง ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ ในหลายเรื่อง เช่น อธิษฐานอวยพรพี่น้องและขอการปกป้อง ให้พระสิริพระเจ้าทอแสง อยู่เหนือชีวิตของผู้เชื่อ และรับพระคุณและตระหนักในพระคุณของพระเยซูคริสต์อยู่เสมอ ขอพระบิดาประทานสันติสุขให้แก่พี่น้อง ผู้เชื่อ อย่างน้อยหลายประเด็นเหล่านี้ทำให้เรา ตระหนักในคำอธิษฐานเผื่อผู้รับใช้และผู้เชื่อในพระคริสต์ เพื่อการปกป้องและการนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นกัน

ฝ่ายโมเสสเฝ้าพระเจ้าอยู่ที่นั่นสี่สิบวันสี่สิบคืน มิได้รับประทานอาหารหรือน้ำเลย

“ฝ่ายโมเสสเฝ้าพระเจ้าอยู่ที่นั่นสี่สิบวันสี่สิบคืน มิได้รับประทานอาหารหรือน้ำเลย และท่านจารึกคำพันธสัญญาไว้ที่แผ่นศิลา คือพระบัญญัติสิบประการ” ‭‭อพยพ‬ ‭34:28‬ ‭TH1971‬‬ https://www.bible.com/275/exo.34.28.th1971 การแสวงหาพระเจ้า อยู่กับพระองค์ ด้วยการใช้เวลาในการ อดอาหารอธิษฐาน เป็นการควบคุม การงานของเนื้อหนัง อย่างเต็มที่และจดจ่อในฝ่ายวิญญาณ ด้วยเต็มกำลัง ยิ่งเนื้อหนังถูกงานพระวิญญาณควบคุม จะนำให้ชีวิตเรา อยู่ในพระทัยของพระองค์ได้มาก และจะดำเนินการชีวิตในอนาคตได้ อย่างเห็นภาพที่ชัดมากขึ้น

โมเสสก็ไม่ทราบว่าผิวหน้าของตนทอแสงเนื่องจากท่านได้สนทนากับพระเจ้า

29ต่อมาโมเสสลงมาจากภูเขาซีนาย มีแผ่นพระโอวาทสองแผ่นในมือของท่านด้วยขณะที่ลงมาจากภูเขานั้น โมเสสก็ไม่ทราบว่าผิวหน้าของตนทอแสงเนื่องจากท่านได้สนทนากับพระเจ้า อพย 34:29 ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดพระเจ้า ผู้ที่สนิทสนมกับพระวิญญาณ จะสะท้อนชีวิตที่มีพระสิริของพระองค์ออกมาให้คนอื่นได้เห็นได้ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ภาพเดียวกับที่โมเสสได้รับ ทางด้านกายภาพ แต่เมื่อเราสนิทสนมฝ่ายวิญญาณกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ อย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอ ชีวิตเราจะเป็นเช่นนั้น คือสะท้อนพระสิริของพระเจ้า คนอื่นจะสัมผัสได้ และเห็นฤทธิ์เดชที่ทำงานผ่านชีวิตของเรา จะเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นเมื่อเรามีชีวิตที่เต็มไปด้วยพระสิริที่พระองค์จะประทานให้ ผ่านชีวิตที่แสวงหา ใกล้ชิด สนิทสนมกับพระองค์อย่างต่อเนื่อง ทุก ๆ เวลา