ข้าพระองค์กินน้ำตาต่างอาหารทั้งวันคืน

“ข้าพระองค์กินน้ำตาต่างอาหารทั้งวันคืน ขณะที่คนพูดกับข้าพระองค์วันแล้ววันเล่าว่า “พระเจ้าของเจ้าอยู่ที่ไหน”” ‭‭สดุดี‬ ‭42:3‬ ‭TH1971‬‬ https://www.bible.com/275/psa.42.3.th1971 อาจมีบางเวลา เมื่อเราเผชิญสถานการณ์ที่เข้ามาในชีวิต แม้เรารู้ว่าพระวิญญาณอยู่ในเรา แต่เราก็อดไม่ได้ที่ต้องการ การช่วยเหลือบางอย่างที่มนุษย์คนบาปอย่างเราจะสามารถรับรู้ได้  การอธิษฐานขอพระบิดาสำแดง เปิดเผย ตอบคำอธิษฐานบางเรื่อง ก็เป็นเรื่องสำคัญ และพระองค์อาจไม่ได้ตอบในเวลาที่เราต้องการ ทำให้อาจรู้สึกไม่มั่นคงภายในจิตใจ ถ้าเรารู้ว่าพระองค์จะให้ในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราเสมอแล้ว เราจะมั่นใจในพระสัญญาของพระองค์

จิตวิญญาณของข้าพเจ้ากระหายหาพระเจ้า หาพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ เมื่อไรข้าพเจ้าจะได้มาปรากฏต่อพระพักตร์พระเจ้า

จิตวิญญาณของข้าพเจ้ากระหายหาพระเจ้า หาพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ เมื่อไรข้าพเจ้าจะได้มาปรากฏต่อพระพักตร์พระเจ้า เพลงสดุดี 42:2 KJV https://bible.com/bible/175/psa.42.2.KJV วิถีชีวิตของผู้เชื่อคือการที่เรามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระวิญญาณบริสุทธิ์การพึ่งพาพระบิดาผ่านคำอธิษฐานและการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงเป็นเหมือนกับพระเยซูคริสต์ แต่ละวันจึงมีความสำคัญที่เราเองจะได้อยู่ใกล้ชิดกับพระวิญญาณของพระเจ้าในทุกเช้าวันใหม่ เมื่อเราใช้เวลาที่จะได้ใกล้ชิดพระองค์อยูเสมอเราจะเติบโตขึ้นในทางของพระองค์และวิญญาณจิตของเราก็จะได้รับการเติมเต็ม เหมือนแก้วน้ำที่มีน้ำอยู่ในระดับหนึ่งเมื่อเราทำงานในแต่ละวันความยากลำบากอุปสรรค และสภาพแวดล้อมต่างๆอาจทำให้เราหมดกำลังหรือหมดแรงก็เหมือนกับน้ำที่ค่อยๆระเหยออกและ เมื่อเราเองเข้ามาใกล้ชิดกับพระวิญญาณพระเจ้า เราก็จะได้รับการเทน้ำใหม่นั้นลงมาในเช้าวันต่อไปทำให้จิตวิญญาณของเรารับการเติมเต็มอยู่เสมอ มากกว่านั้นเราเองยังสามารถที่จะเป็นพระพรให้กับพี่น้องที่อ่อนกำลังหรือกำลังต้องการการหนุนน้ำใจหรือคำอธิษฐานเผื่อ เราก็จะกลายเป็นผู้ที่ให้ได้มากยิ่งขึ้น

กวางกระเสือกกระสนหาลำธารที่มีน้ำไหลฉันใด

กวางกระเสือกกระสนหาลำธารที่มีน้ำไหลฉันใด โอ ข้าแต่พระเจ้า จิตวิญญาณของข้าพระองค์ก็กระเสือกกระสนหาพระองค์ฉันนั้น เพลงสดุดี 42:1 KJV https://bible.com/bible/175/psa.42.1.KJV พระวจนะพระเจ้าได้ย้ำเตือนจิตใจขอข้าพเจ้าว่าต้องเป็นคนที่มีความหิวก็หายพระองค์อยู่เสมอเพราะว่าพระองค์เป็นผู้เดียวที่ทำให้จิตวิญญาณภายในนั้นรับการเติมเต็มจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ยิ่งเราใกล้ชิดพระองค์มากเท่าไรเราก็จะรับการเติมเต็มมากเท่านั้นและมากกว่านั้นเราก็จะได้รับการแสดงจากพระองค์ได้รับความเข้าใจในแผนงานของ พระองค์ ดังนั้นถ้าเรามีความหิวกระหายที่อยากจะใกล้ชิดพระวิญญาณมากขึ้นทุกๆวันเราก็จะก้าวข้ามการที่เราต้องมีวินัยที่จะเข้าหาพระองค์ซึ่งการมีวินัยเป็นสิ่งที่ดีแต่เมื่อเรามีความหิวกระหายจะยิ่งทำให้เรามีความปรารถนาที่อยากจะใกล้ชิดพระองค์อยากจะอยู่กับครูอยากจะใช้เวลากับลงมากขึ้นทุกๆวันนี้คือชีวิต ที่ใกล้ชิดพระเจ้า

เพราะมีชนชาติใหญ่ชาติใดเล่าที่มีพระเจ้าอยู่ใกล้ตน ดังพระยาห์เวห์พระเจ้าของเราสถิตใกล้เรา

เพราะมีชนชาติใหญ่ชาติใดเล่าที่มีพระเจ้าอยู่ใกล้ตน ดังพระยาห์เวห์พระเจ้าของเราสถิตใกล้เรา ในทุกสิ่งที่เราร้องทูลต่อพระองค์?  ฉธบ.4:7 พระยาเวห์ของเราเป็นพระเจ้าของคนเป็น พระองค์อยู่ใกล้เราเสมอ แท้จริงพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็อยู่ในเรา และกำลังทำพราะราชกิจของพระบิดาในเราอยู่ด้วยเช่นกัน คนในยุคก่อนไม่มีโอกาสที่ให้พระวฺิญญาณเข้ามาในชีวิต จะเพียงแค่บางคนเท่านั้นที่ได้รับ แต่ยุคของเรา พระวิญญาณได้มาอยู่ในเราทุกคนที่เป็นผู้เชื่อแล้ว พระองค์ปรารถนาจะขับเคลื่อนชีวิตทั้งสิ้นของเราให้เปลี่ยนแปลงเป็นเหมือนพระองค์ และให้เราดำเนินชีวิตตามพระทัยของพระองค์ด้วย

เจ้าจงกำชับโยชูวา จงหนุนใจและเสริมกำลังเขาให้เข้มแข็ง

28แต่เจ้าจงกำชับโยชูวา จงหนุนใจและเสริมกำลังเขาให้เข้มแข็ง เพราะเขาจะต้องนำหน้าชนชาตินี้ข้ามไป และจะทรงให้เขาเข้ายึดครองแผ่นดินที่เจ้ามองเห็นนั้น’ 29ฉะนั้นพวกเราจึงยับยั้งอยู่ในหุบเขาตรงข้ามกับเบธเปโอร์ ฉธบ 3 :28-29 แม้ว่าโมเสสจะไม่ได้เข้าสู่แผ่นดินพระสัญญาคือคานาอัน และท่านได้อธิษฐานต่อพระเจ้าในเรื่องนี้ พระองค์เองไม่ได้เปลี่ยนพระทัยเป็นอย่างอื่น เหมือนคราวที่อิสราเอลทำให้พระองค์เกิดพระพิโรธหลายต่อหลายครั้งแต่พระเจ้าโปรดฟังคำวิงวอนของโมเสสทุกครั้ง ครั้งนี้พระองค์ให้เพียงโมเสสมองเห็นแผ่นดินที่เป็นพระสัญญาเท่านั้น แต่ไม่อาจเข้าไปได้เพราะการไม่ถวายเกียรติแด่พระองค์ แต่พระองค์ได้จัดเตรียมโยชูวา ที่จะเป็นผู้นำที่จะนำชนชาตินี้เข้าไปในแผ่นดินต่อไป พระเจ้าอาจมีแผนการบางอย่างให้เราได้ทำในช่วงเวลาหนึ่ง และเมื่อถึงช่วงเวลานึง พระองค์ก็จะนำเราไปทำสิ่งอื่นที่จะเป็นพรในระดับที่สูงขึ้น และให้คนอื่นมาทำหน้าที่นี้ แต่เราต้องซื่อสัตย์ด้วยเต็มกำลังอย่างที่ เราเห็นได้จากชีวิตของโมเสส ผู้รับใช้พระองค์ ที่ท่านเชื่อฟังด้วยสุดใจของท่าน

จงขึ้นไปบนภูเขาอาบาริมนี้ แล้วมองดูแผ่นดินซึ่งเรามอบให้แก่คนอิสราเอล

12พระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสว่า “จงขึ้นไปบนภูเขาอาบาริมนี้ แล้วมองดูแผ่นดินซึ่งเรามอบให้แก่คนอิสราเอล 13และเมื่อเจ้าได้เห็นแล้ว เจ้าจะจากไปอยู่กับประชาชนของเจ้าด้วย เหมือนอย่างอาโรนพี่ชายของเจ้าที่จากไปนั้น 14เพราะว่าเจ้าทั้งสองกบฏต่อถ้อยคำของเราในถิ่นทุรกันดารศินระหว่างที่ชุมนุมชนมาโต้แย้ง เจ้าไม่ได้ถวายความศักดิ์สิทธิ์แก่เราต่อหน้าเขาทั้งหลายที่น้ำนั้น” กดว 27 : 13-14 แม้ว่าพระเจ้าจะได้สนทนากับโมเสส สองต่อสอง และพระองค์ให้ความสนิทสนมแก่ท่านมากกว่าคนทั้งปวง เพราะท่านเชื่อฟังพระองค์ และทำตามพระดำรัสของพระองค์ และยำเกรงพระองค์ ท่านเป็นผู้ชอบธรรมในสายตาของพระองค์ แต่เมื่อมีเหตุการณ์ที่ท่านไม่ได้ถวายเกียรติแด่พระองค์ ด้วยโทสะที่บันดาลออกไป เพราะโกรธชนชาติอิสราเอล จึงไม่ได้ทำในสิ่งที่พระเจ้าสั่ง และท่านจึงต้องรับผลคือการที่ท่านไม่ได้เข้าแผ่นดินคานาอัน ซึ่งเป็นแผ่นดินที่เป็นพระสัญญากับชนชาติอิสราเอล และตัวโมเสสเองด้วย เราขอบคุณพระเมตตาคุณ ที่่เราอยู่ในยุคพระคุณ และเรารับพระคุณของพระองค์อยู่อย่างมากมาย เราต้องตระหนักและไม่ทำให้พระองค์เสียพระทัย และถวายเกียรติชีวิตแด่พระองค์ในทก ๆ ทาง

กันดารวิถี บทที่ 21

กันดารวิถี บทที่ 21 เมื่อชนชาติอิสราเอลบ่นต่อว่าพระเจ้า พระองค์ได้ให้ งูพิษมากัดพวกเขา และโมเสสได้ทำงูทองสัมฤทธิ์ตามที่พระเจ้าบอกเพื่อใครที่ถูกกัด โมเสสใช้ได้งูทองฤทธิ์ในการรักษาให้หายดี พระเยซูก็หยิบเรื่องนี้มากล่าวถึง เปรียบภาพ ให้เห็นว่า โมเสสยกงูขึ้น ฉันใด บุตรมนุษย์ก้จะถูกยกขึ้นฉันนั้น และเป็นภาพของผู้ที่ต้องการรับความรอด ที่จะเข้ามาหาพระองค์ ด้วย พระวจนะพระเจ้ามีความสอดคล้องกันตลอดเล่ม ไม่มีส่วนไหน ที่แตกต่างกัน แต่เสริมสร้างและนำมาซึ่งแผนการของพระเจ้านั้นจะสำเร็จในชีวิตของผู้ที่พระองค์เรียกมานั้น เราต้องสะสมพระวจนะของพระเจ้าไว้เสมอ เพื่อสร้างรากฐานชีวิตที่แข็งแรง และการสำแดงของพระวิญญาณบริสุทธิ์เืพื่อให้เราเข้าใจพระทัยของพระองค์มากขึ้น อาเมน

กันดารวิถี บทที่16

กันดารวิถี บทที่ 16 เรื่องราวของ กบฎโคราห์ ที่พวกเขาไม่ได้ยำเกรงต่อโมเสส ผู้ซึ่งพระเจ้าโปรดตั้งท่านไว้ให้เป็นผู้นำปกครองอิสราเอล โคราห์ ไม่เชื่อว่าพระเจ้าจะใช้โมเสสในการนำการปกครอง และโมเสสได้กราบทูลพระเจ้าถึงเรื่องนี้ แม้ว่าโคราห์จะได้ถูกแยกตัวออกมาเพื่อเป็นเลวี ปรนนิบัติพระเจ้า ซึ่งนับว่าเกียรติอย่างสูงแล้ว แต่พวกเขาเองกลับไม่ได้ระลึกถึงพระคุณของพระเจ้าในเรื่องนี้ เมื่อเราตอบสนองต่อผู้รับใช้พระเจ้าด้วยท่าทีที่ไม่ถูกต้อง เราอาจจะต้องรับผลอย่างที่โคราห์รับ ก็เป็นได้ เราต้องยำเกรงพระเจ้า และยำเกรงผู้ที่พระเจ้าได้แต่งตั้งไว้ให้ปกครองดูแลเรา นั่นรวมถึงผู้ที่มีสิทธิอำนาจในโลกนี้ด้วย ผลลัพธ์ที่พระเจ้าจะทำเมื่อคนไม่ได้เชื่อฟังพระเจ้าอาจแตกต่างกันออกไป นั่นเป็นพระคุณที่พระองค์จะมีมาถึง บางคนอาจจะรับผลทันที บางคนพระองค์อาจจะให้โอกาส เรามิอาจรู้ได้ ดังนั้น เราไม่ควรแตะต้องผู้ที่มีสิทธิอำนาจที่พระเจ้าได้เจิมไว้ แต่ต้องอธิษฐานเผื่อ เชื่อฟัง

บัดนี้ข้าพระองค์ทูลวิงวอน ขอพระองค์ทรงบันดาลให้ฤทธิ์อำนาจขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้ใหญ่

17บัดนี้ข้าพระองค์ทูลวิงวอน ขอพระองค์ทรงบันดาลให้ฤทธิ์อำนาจขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้ใหญ่ยิ่งดังพระสัญญาที่ว่า 18‘พระเยโฮวาห์ทรงพระพิโรธช้า ทรงอุดมในความเมตตา ทรงโปรดยกโทษความชั่วช้าและให้อภัยการละเมิด แต่ถือว่าไม่มีโทษหามิได้ ให้โทษเพราะความชั่วช้าของบิดาตกทอดไปถึงลูกหลานสามชั่วสี่ชั่วอายุ’ 19ขอทรงประทานอภัยความชั่วช้าของชนชาตินี้ตามความยิ่งใหญ่แห่งความเมตตาของพระองค์ ดังที่พระองค์ทรงประทานอภัยชนชาตินี้ตั้งแต่อียิปต์จนบัดนี้” กดว 14:17-19 พระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งความรัก ความเมตตาและทรงยุติธรรมอย่างที่สุด พระองค์อดกลั้นพระทัยไว้นาน ตามพระลักษณะของพระองค์ แม้กระนั้น ชนชาติอิสราเอลก็ยังดื้อดึง ไม่เชื่อฟัง ขาดความเชื่อ โดยต้องการที่กลับไปอียิปต์หลังจากที่มีการสอดแนมแล้ว ส่วนใหญ่ มีความกลัวและไม่กล้าเข้าเขตแดนคานาอัน พระพิโรธของพระองค์ก็กลับมาอีกครั้ง เมื่อโมเสสได้ทูลวิงวอนขอพระองค์ ให้ระงับโทสะอันชอบธรรมนี้ ไม่ให้ตกแก่อิสราเอล พระองค์โปรดฟังคำวิงวอนของโมเสส แต่สิ่งที่พวกเขาต้องรับผล รวมถึงโมเสสและคนของท่าน ก็คือ พวกเขาต้องเดินใน ถิ่นทุรกันดาร นานถึงสิบสี่ปี จากที่จะเข้าแผ่นดินคานาอันได้เพียง สี่วัน หลายครั้งเมื่อเราทำให้พระเจ้าเสียพระทัยอย่างมาก พระองค์ยังคงมีเมตตาเสมอ แต่เมื่อใด ที่เราจำต้องเดินในความชอบธรรมของพระองค์และเราดื้อดึง ขาดความเชื่อหรือไม่เชื่อฟังพระองค์แล้ว เราอาจจะต้องเผชิญสถานการณ์เดียวกันกับที่อิสราเอลต้องเผชิญอยู่ก็เป็นได้ นั่นเป็นเพราะตัวเราทำตัวเราเอง เราต้องขอพระวิญญาณให้เรารักษาความเชื่อ วางใจในพระองค์เอาไว้ อยู่เสมอ

จงฟังถ้อยคำของเรา ถ้าจะมีผู้พยากรณ์ท่ามกลางเจ้าทั้งหลาย

พระองค์ตรัสว่า “จงฟังถ้อยคำของเรา ถ้าจะมีผู้พยากรณ์ท่ามกลางเจ้าทั้งหลาย เราพระเยโฮวาห์จะสำแดงตัวแก่ผู้นั้นเป็นนิมิต เราจะพูดกับเขาทางฝัน 7สำหรับโมเสสผู้รับใช้ของเราก็ไม่เป็นเช่นนั้น ในวงศ์วานทั้งหมดของเราเขาสัตย์ซื่อ 8เราพูดกับเขาปากต่อปากอย่างชัดเจน ไม่พูดเร้นลับ และเขาเห็นสัณฐานของพระเยโฮวาห์ ไฉนเจ้าไม่กลัวที่จะพูดติโมเสสผู้รับใช้ของเรา” กดว 12:6-7 ความล้ำลึกของพระเจ้าก็เกินกว่าที่มนุษย์อย่างเราจะเข้าใจได้ และการสำแดงของพระองค์ก็เป็นสิทธิอำนาจของพระองค์แต่เพียงผู้เดียว เมื่อพระองค์จะสำแดงแก่เรา พระองค์มีหลากหลายวิธีในการสำแดงพระทัยของพระองค์ เช่น นิมิต หรือความฝัน นับว่าเป็นช่องทางหนึ่งที่พระองค์จะทำ สิ่งที่เราควรปรารถนาก็คือความสัมพันธ์สนิทแบบโมเสสกับพระเจ้า ที่พระองค์เองไม่ได้ปิดบังพระทัยที่พระองค์มีต่อโมเสสเลย เพราะท่านเป็นคนซื่อสัตย์ และพระองค์ได้สนทนาต่อท่าน สองต่อสอง และพูดต่อหน้าท่าน ปากต่อปากอย่างชัดเจน ยิ่งเราสัมพันธ์สนิทกับพระวิญญาณบริสุทธิ์เช่นนี้ การสำแดงของพระองค์ก็จะเกิดขึ้นเช่นเดียวกับที่พระองค์ได้สำแดงแก่โมเสสผู้รับใช้พระองค์เช่นเดียวกัน สรรเสริญพระเจ้า ชาโลม !

เราจะลงมาสนทนากับเจ้าที่นั่น และเราจะเอาจากวิญญาณที่มีอยู่บนเจ้ามาใส่บนคนเหล่านั้นด้วย

16พระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสว่า “จงรวบรวมพวกผู้ใหญ่ในอิสราเอลให้เราเจ็ดสิบคน เป็นคนที่เจ้ารู้ว่าเป็นผู้ใหญ่ของประชาชนและเป็นเจ้าหน้าที่ของเขาทั้งหลาย จงพาพวกเขามาที่เต็นท์นัดพบและให้ยืนอยู่พร้อมกับเจ้าที่นั่น 17เราจะลงมาสนทนากับเจ้าที่นั่น และเราจะเอาจากวิญญาณที่มีอยู่บนเจ้ามาใส่บนคนเหล่านั้นด้วย และให้เขาทั้งหลายแบกภาระของประชาชนเหล่านี้ร่วมกับเจ้า เพื่อเจ้าจะไม่ต้องแบกคนเดียว กดว 11:16-17 โมเสสทูลวิงวอนพระเจ้าขอการช่วยกู้มาถึงท่าน เมื่อท่านโดนชนชาติอิสราเอลบ่นต่อว่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขา พระเจ้าได้ให้โมเสสนำผู้ใหญ่ เจ็ดสิบคน มาที่เต็นท์นัดพบ และพระองค์ได้ให้ท่านเหล่านั้น รับภาระใจร่วมกันกับโมเสสด้วย การปรนนิบัติพระเยซู ไม่ใช่การงานที่ทำเองเพียงคนเดียวได้ จำต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันและเสริมสร้างพระกายของพระองค์ร่วมกัน พระราชกิจของพระบิดาเป็นงานที่มีเกียรติ และยิ่งใหญ่กว่างานใด ๆ บนโลกนี้ เมื่อเราขอกำลังและทิศทางจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจะมีกำลังและเรี่ยวแรงในการเดินต่อไปได้ นี่เป็นพระคุณอันเลิศล้ำที่มาจากพระองค์

ไฟของพระเยโฮวาห์มาไหม้อยู่ท่ามกลางเขา

1เมื่อประชาชนบ่น พระเยโฮวาห์ทรงไม่พอพระทัย พระเยโฮวาห์ทรงสดับแล้วทรงพระพิโรธ มีไฟของพระเยโฮวาห์มาไหม้อยู่ท่ามกลางเขา เผาค่ายรอบนอกเสียบ้าง 2แล้วคนทั้งหลายจึงร้องต่อโมเสส และเมื่อโมเสสได้อธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์ ไฟก็ดับ กดว 11:1-2 พระบิดามีความอดทนนาน พระองค์ให้โอกาสแก่ลูก ๆ ของพระองค์อยู่เสมอ เราเห็นได้ว่าพระวจนะของพระองค์ แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่ง พระองค์ก็มีความโกรธอย่างชอบธรรม เช่นกัน หลายต่อหลายครั้งที่พระองค์มีหนทางช่วยกู้ชนชาติอิสราเอล จากความยากลำบาก จากศัตรูที่เข้ามา พวกเขากลับหลงลืมพระเมตตาคุณของพระองค์อย่างรวดเร็ว แม้กระนั้นเพียงคำอธิษฐานของผู้ชอบธรรมเพียงคนเดียวคือโมเสส พระองค์ก็ระงับโทสะในทันที จากไฟที่พระองค์เทลงมาจะเผาผลาญพวกเขา เราเอง ชอบธรรมโดยความเชื่อในพระเยซู คำอธิษฐานของเราจึงมีพลัง และฤทธิ์อำนาจเช่นกัน เราต้องรักษาความชอบธรรมเอาไว้ การอยู่ใกล้ชิดสนิทกับพระวิญญาณ รับการสัมผัสจิตวิญญาณ รับการสำแดงจากพระองค์อยู่เสมอ จะนำให้เราเข้าใจพระทัยของพระองค์มากยิ่งขึ้น