แต่ละวันที่เราเองได้ตื่นขึ้นมานั้น เราควรมีเป้าหมายที่จะกระทำให้สำเร็จในแต่ละวัน อันที่จริงแล้วเราทุกคนล้วนมีเป้าหมายอยู่ไม่ว่าเป้าหมายนั้นจะเป็นเป้าหมายระยะยาวระยะกลางหรือระยะสั้น 

เป้าหมายนั้นอาจจะเป็นเป้าหมายที่สามารถวัดผลภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปีหรือ 6 เดือนหรือ 3 เดือนหรือเป็นสัปดาห์หรือแม้แต่กระทั่งเป็นรายวัน สิ่งเหล่านี้นับเป็นเป้าหมายได้ทั้งหมด และความสำคัญนั้นก็คือการที่เราสามารถบรรลุถึงเป้าหมายนั้นได้

 ดังนั้นเมื่อเราพูดถึงในแต่ละวันเราก็ควรจะมีเป้าหมายประจำวันของเราเองประการหนึ่งของเป้าหมายที่อยากจะท้าทายทุกท่านที่นี่ก็คือเป้าหมายที่เราจะตื่นแต่เช้าเพื่อจะได้มาอธิษฐาน มาแสวงหา มานมัสการ มาพูดคุยกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ประสบการณ์เหล่านี้ถือได้ว่าเป็นวิถีชีวิตของผู้เชื่อในพระเยซูก็ว่าได้ 

เราก็เห็นชัดเจนว่าพระเยซูแม้จะเหน็ดเหนื่อยก็ยังมีเวลาที่จะตื่นแต่เช้ามาเพื่อพบหน้าพระบิดาคือมาอธิษฐานต่อพระบิดาเป็นการส่วนตัว ดังนั้นเราจึงเห็นว่าพระวจนะพระเจ้านั้นก็ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนแล้วเมื่อเราได้เลียนแบบพระเยซูในเรื่องนี้เราเองก็จะเห็นประสบการณ์ที่ไม่เหมือนเดิมนั่นคือประสบการณ์ในความล้ำลึกและติดสนิทกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เองนั้นจะได้สำแดงพระทัยอของพระองค์ รวมถึงการเปิดเผยบางอย่างให้แก่เราอย่างเจาะจง

ประสบการณ์นี้เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งเมื่อเราแต่ละคนเองนั้นจะได้ใช้เวลาในการพูดคุย ในการฟังสิ่งที่พระวิญญาณอยากจะได้บอกแก่เราเป็นการส่วนตัว เป็นถ้อยคำที่อยู่ในอีกมุมของประสบการณ์ในพระวิญญาณ เป็นถ้อยคำที่ไม่ได้อยู่ในพระวจนะโดยตรงแต่เป็นถ้อยคำที่มีกรอบของพระวจนะเป็นรากฐาน และเป็นถ้อยคำที่พูดมาถึงเราในช่วงเวลานั้น ๆ อย่างชัดเจน 

ประสบการณ์เช่นนี้เองที่คริสเตียนควรจะมีและต้องมีเป็นประจำทุกๆวันด้วยเพราะถือเป็นการพัฒนาความสัมพันธ์กับพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างต่อเนื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป ผมเชื่อว่าในพระเจ้าเองนั้นการสร้างความสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งกับพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นจะไม่เป็นเพียงแค่ประสบการณ์แบบฉับพลันเหมือนการปลดปล่อยในการเยียวยาหรือการรักษาโรคที่พระเจ้าสามารถทำให้คนป่วยหายในทันที แต่เป็นประสบการณ์ในความสัมพันธ์นี้เป็นประสบการณ์ที่เราแต่ละคนต้องสร้างและพัฒนาขึ้นวันต่อวันเพื่อเราเองนั้นจะได้รู้จักกับพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างสนิทสนม

เป็นภาพเดียวกับการที่เราสร้างความสัมพันธ์กับคนที่เราอยากจะรู้จักให้มากขึ้นวันต่อวัน นั่นก็คือการใช้เวลาส่วนตัวระหว่างเรากับเขาเช่นเดียวกันกับพระวิญญาณบริสุทธิ์  เราเองก็ต้องใช้เวลาแบบเดียวกันเช่นนี้เพราะว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นบุคคลที่เราสามารถจะสัมผัสใกล้ชิด โอบกอด พูดคุยได้อย่างเต็มที่มิใช่หรือ 

นี่คือประสบการณ์ในพระวิญญาณประสบการณ์ในฝ่ายวิญญาณซึ่งเมื่อเรามีประสบการณ์ในฝ่ายวิญญาณเช่นนี้มันก็จะสะท้อนมาถึงประสบการณ์ในฝ่ายกายภาพด้วย

ขอให้เช้านี้จะเป็นอีกวันที่เราเรียกได้ว่าเป็นรุ่งอรุณแห่งความสัมพันธ์กับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่เราเองจะมีชีวิคแห่งการติดสนิทกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ การสำแดงและการเปิดประสบการณ์ที่เราไม่เคยพบมาก่อนก็จะเกิดขึ้น เพื่อเราจะได้เข้าใจพระทัยและการสำแดงที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ชาโลม

Leave a Reply