การฟังเสียงพระเจ้า

จงรับสันติสุขพระเยซูคริสต์ทุกวัน

รับสันติสุขพระเยซูคริสต์ทุกวัน พระบิดาประทานสันติสุขให้แก่ผู้เชื่อทุกคน สันติสุขนี้เป็นสันติสุขที่โลกไม่สามารถให้ได้ จะมีเฉพาะในความเป็นลูกของพระองค์เท่านั้น ประสบการณ์การรับสันติสุขที่มาจากพระองค์ทำให้เราเต็มล้นภายในจิตวิญญาณและทำให้เราซาบซึ้งในพระคุณความรักของพระเยซูที่ได้มาถ่ายแบบให้แก่เราทั้งหลาย เราสัมผัสสันติสุขนี้ได้ผ่านการนมัสการพระองค์  เราสัมผัสสันติสุขได้ผ่านการพูดคุยและติดสนิทกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราเข้าใจสันติสุขนี้ได้ผ่านการอ่านพระวจนะของพระองค์ สันติสุขแท้ที่พระบิดาประทานให้เป็นผลมาจากการสัมผัสความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของพระองค์ ดังนั้นถ้าเรามีประสบการณ์มีความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของพระองค์แล้วเราจะรับการเติมเต็มในสันติสุขมากด้วยเช่นกัน สันติสุขจึงแตกต่างจากความสุข เพราะว่าความสุขเป็นสิ่งที่โรคสามารถให้ได้แต่สันติสุขมีเฉพาะในพระเจ้าเท่านั้น ดังนั้นเราจึงต้องขนขวายที่จะรับสันติสุขแท้ทุกๆวันเพื่อให้การดำเนินชีวิตบนโลกนี้จะเต็มไปด้วยพระคุณและการให้ที่มาจากพระเจ้าอย่างไม่สิ้นสุด “บุคคลผู้ใดสร้างสันติ ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าพระเจ้าจะทรงเรียกเขาว่าเป็นบุตร มัทธิว 5:9 TH1971 https://bible.com/bible/275/mat.5.9.TH1971 เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตก และอย่ากลัวเลย ยอห์น 14:27 TH1971 https://bible.com/bible/275/jhn.14.27.TH1971 เราได้บอกเรื่องนี้แก่ท่าน เพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว” ยอห์น 16:33 TH1971 https://bible.com/bible/275/jhn.16.33.TH1971

พระบิดาเป็นแหล่งกำลังที่แท้จริงของเรา

พระบิดาเป็นแหล่งกำลังที่แท้จริงของเรา     เมื่อเราดำเนินชีวิตและทำการงานบนแผ่นดินโลก เรารู้ว่าทั้งสิ้นมาจากพระองค์และเพื่อพระองค์ แต่ละวันเราจึงต้องพึ่งพาอำนาจและกำลังที่มาจากพระองค์     ประการแรก อธิษฐานขอกำลังจากพระบิดาในทุกเช้าวันใหม่   การเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการพึ่งพาอำนาจและกำลังที่มาจากพระองค์ทางพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะว่าเราต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมายและสิ่งที่เราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ เราจึงต้องพึ่งพาผู้ที่ครอบครองเวลาและล่วงรู้ทุกสิ่ง เมื่อเราฝากความหวังใจและกำลังที่มาจากพระองค์แล้วก็จะไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้เรากังวลอีกต่อไปได้   ประการที่ สอง อธิษฐานขอความกล้าหาญในการเผชิญทุกสิ่ง   เราต้องมีความเชื่อและไว้วางใจในพระองค์บริสุทธิ์ใจของเรา และในส่วนของเราเราต้องทำอย่างเต็มกำลังคือการก้าวออกไปข้างหน้า แม้ว่าเราไม่อาบรู้ได้ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร แต่เราก็รับรู้ได้ว่าแต่ละก้าวที่เราเดินไปนั้นมีพระวิญญาณของพระองค์คอยค้ำชูเราอยู่   ความกล้าหาญคือการไม่กลัวหรือกังวลใจกับสิงที่เกิดขึ้นต่อหน้าเรา แต่ตัดสินใจเดินต่อไปด้วยการพึ่งพาสติปัญญา ฤทธิ์อำนาจและการนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และมีความเชื่อ   ประการที่สาม จงให้ทุกความสำเร็จที่เกิดขึ้นให้ถวายเกียรติแด่พระบิดาของเรา   เมื่อเราทำด้วยสุดกำลังผ่านความเชื่อและไว้วางใจในพระองค์แล้ว ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นให้เรามอบเกียรตินี้เป็นของพระองค์   เมื่อความสำเร็จมาถึงขอให้เราถวายเกียรตินี้แด่พระบิดาของเรา แล้วพระองค์จะเป็นผู้ที่ยกเกียรติให้แก่เราในเวลาอันเหมาะสม   และแม้ว่าบังเหตุการณ์ความสำเร็จยังไม่ได้มาถึง ก็ขอให้เราดำเนินชีวิตด้วยการพึ่งพาและไว้วางใจในพระองค์ต่อไปเพราะไม่ว่าจะอย่างไรคงต้องได้รับเกียรติผ่านชีวิตของเรา พระองค์จะไม่ทอดทิ้งเราให้ล้มเหลวอย่างแน่นอน อาเมน   แล้วเราต้องเชื่อว่าทุกสิ่งที่พระองค์นำไปนั้นจะประสบความสำเร็จเพื่อเป็นการถวายเกียรติแด่พระองค์เพียงผู้เดียว   ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า ฟีลิปปี 4:13 TH1971 https://bible.com/bible/275/php.4.13.TH1971

จงรู้แน่เถิดว่าเชื้อสายของเจ้าจะเป็นคนต่างด้าวในแผ่นดินที่ไม่ใช่ของพวกเขาและจะรับใช้พวกนั้น พวกนั้นจะกดขี่ข่มเหงพวกเขาสี่ร้อยปี

“เมื่อดวงอาทิตย์ใกล้จะตก อับรามก็นอนหลับสนิท และดูเถิด ความหวาดกลัวความหดหู่ใจอย่างยิ่งก็ทับถมท่าน พระองค์ตรัสแก่อับรามว่า “จงรู้แน่เถิดว่าเชื้อสายของเจ้าจะเป็นคนต่างด้าวในแผ่นดินที่ไม่ใช่ของพวกเขาและจะรับใช้พวกนั้น พวกนั้นจะกดขี่ข่มเหงพวกเขาสี่ร้อยปี” ‭‭หนังสือปฐมกาล‬ ‭15:12-13‬ ‭KJV‬‬ https://www.bible.com/175/gen.15.12-13.kjv แม้มีเสียงเรียกอย่างชัดเจนจากพระเจ้า และเป็นความมั่นใจอย่างที่สุดที่อับราม รู้ถึงการนำขอพระองค์ แต่ในความเป็นมนุษย์ ความหดหู่ใจ ความกลัวยังถาโถม เข้ามาอยู่เสมอ พระเจ้าพูดกับอับรามเป็นคำพยากรณ์ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับชนชาติของท่าน ในขณะที่ ณ เวลานั้น ท่านยังไม่มีแม้แต่ ทายาท สักคนเดียว พระเจ้ามองไกลและชัดเจนกว่า เราเสมอ ทุกเสียงที่พระองค์พูด เมื่อเราไวและตั้งใจในการฟัง เราจะเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และเตรียมชีวิตที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ในอนาคตได้

ความเชื่อนั้นพระองค์ทรงถือว่าเป็นความชอบธรรมแก่ท่าน

อับรามก็เชื่อพระยาห์เวห์ ความเชื่อนั้นพระองค์ทรงถือว่าเป็นความชอบธรรมแก่ท่าน ปฐก15.6 พระสัญญาที่พระเจ้าได้บอกเรา เมื่อเราวางใจ และเชื่อ และเรารับไว้ สิ่งนั้นก็เป็นความชอบธรรม  ความเชื่อจึงสำคัญ มากในการดำเนินชีวิต ไม่ใช่เพียงกำลังและความรู้ของเรา แต่เป็นความเชื่อ ในพระองค์ สิ่งนี้คือความชอบธรรม

มองดูฟ้าสิ ถ้าเจ้าสามารถนับดาวทั้งหลายได้ ก็นับไป

พระองค์จึงพาอับรามออกมาข้างนอกแล้วตรัสว่า “มองดูฟ้าสิ ถ้าเจ้าสามารถนับดาวทั้งหลายได้ ก็นับไป” แล้วพระองค์ตรัสกับท่านว่า “เชื้อสายของเจ้าจะเป็นเช่นนั้น”  ปฐก15:5 พระเจ้านำอับรามออกไป และให้ท่านมองที่ท้องฟ้า เป็นภาพสะท้อนถึง พระสัญญาเรื่องเชื้อสายของท่านที่จะมีมากมายดุจดาวบนท้องฟ้า และพระสัญญาก็เป็นจริง ตามที่พระองค์พูดไว้ แม้ว่าอับรามจะตายไป แต่เชื้อสายก็ยิ่งทวีคูณมากยิ่งขึ้น พระสัญญาที่พระเจ้าประทานให้นั้นเป็นนิรันดร และพระองค์ก็จะทำให้สำเร็จ ผ่านชีวิตของผู้เชื่อ เมื่อเราเชื่อและรักษาพระสัญญาของพระองค์เอาไว้ และไม่สั่นคลอน พระเจ้าจะทำให้สำเร็จ  แน่นอนว่า เวลา เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานที่พระองค์จะได้ประทานให้สำเร็จ เราต้องอธิษฐานด้วยความวางใจและอดทนรอคอยด้วยความหวังใจ พระองค์จะทำให้สำเร็จแน่นอน

พระเจ้าพูดกับเราผ่านพระวจนะ

พระเจ้าพูดกับเราผ่านพระวจนะ การฟังเสียงพระเจ้า เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตคริสเตียนและการเข้าใจลักษณะวิธีการพูดของพระองค์ผ่านพระคัมภีร์ก็จะยิ่งทำให้เราเห็นภาพชัดมากขี้นและสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตเราต่อไปได้ พระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่พระยาเวห์ลงมา ด้วยท่ามกลางเพลิง เมฆและความมืดครึ้มหนาทึบและที่ภูเขา ในขณะที่โมเสสและเหล่าผู้ใหญ่ของอิสราเอลกำลังรอคอยพระองค์ พวกเขาได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์ผ่านธรรมชาติเหล่านั้นที่พระยาเวห์ได้ประทับ และจากนั้น พระองค์ก็ได้กล่าวบัญญัติทั้งสิบประการต่อพวกเขา และได้บันทึกลงไปศิลาจารึก ในพันธสัญญาเดิม เราจะเห็นว่า พระเจ้าเลือกที่จะพูดกับบางคนเท่านั้นที่พระองค์ได้ตั้งเขาเอาไว้ทำหน้าที่ แทนพระองค์และเป็นกระบอกเสียงของพระองค์ในการกล่าวถ้อยคำของพระเจ้าไปถึงชนชาติอิสราเอล ดังนั้นพระองค์ ให้ความสำคัญว่าใครที่จะเป็นกระบอกเสียงนั้น และในช่วงเวลานี้ ก็คือโมเสสและผู้ใหญ่ของอิสราเอล “พระยาห์เวห์ได้ตรัสพระวจนะเหล่านี้ด้วยพระสุรเสียงกึกก้องแก่ชุมนุมชนทั้งหมดของพวกท่านที่ภูเขา ออกมาจากท่ามกลางเพลิง เมฆ และความมืดครึ้มหนาทึบ และไม่ได้ทรงเพิ่มเติมสิ่งใดอีก แล้วพระองค์ทรงจารึกลงบนแผ่นศิลาสองแผ่นและประทานแก่ข้าพเจ้า  เฉลยธรรมบัญญัติ 5:22 สิ่งที่น่าสนใจคือพระยาเวห์ได้พูดกับพวกเขาอย่างชัดเจน ซึ่งคงมีไม่กี่เหตุการณ์ที่พระองค์จะได้พูดกับคนมากขนาดนี้ เสียงของพระองค์กึกก้องและทำให้พวกเขายำเกรงในความยิ่งใหญ่ของพระองค์  เสียงของพระองค์นั้นได้กลายเป็นพระบัญญัติสิบประการผ่านพระวจนะที่เราได้อ่านอยู่นี้ เช่นกัน เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่ในเราแล้ว เราเองก็สามารถฟังเสียงของพระองค์ได้ เมื่อเราอ่านพระวจนะ หลายเรื่องเป็นเรื่องที่พระองค์อยากให้เราได้เรียนรู้ หลายอย่างเป็นพระสัญญาของพระองค์ เป็นข้อห้าม ถ้อยคำของพระองค์จะวิ่งเข้ามาในวิญญาณจิตของเรา และพระวิญญาณบริสุทธิ์ในเราจะช่วยนำการเปลี่ยนแปลงมาถึงชีวิตของเรา มันจึงจำเป็นอย่างมากที่เราต้องอ่านพระวจนะของพระองค์ ทุกวัน เพื่อย้ำพระสัญญา และเสียงของพระองค์ที่ได้พูดกับคนของพระองค์และพูดมาถึงเราด้วย ทุกคำในพระวจนะจึงมีความสำคัญต่อจิตวิญญาณเราอย่างมาก เสียงพระองค์ก็จะวิ่งเข้ามาถึงเราด้วย และในหลายเหตุการณ์ เมื่อเราเจอกับสถานการณ์ที่พระองค์ นำเข้ามา และเมื่อเราได้อ่านพระวจนะในช่วงเวลานั้น พระคำของพระองค์ก็นำการเปิดเผยสำแดงบางอย่างมาถึงเราด้วย ทำให้เรามีทิศทาง กำลังใจ และรับพระคุณของพระองค์เข้ามาในชีวิตด้วย  อย่าลืมสะสมพระคำพระเจ้า ทุก …

พระเจ้าพูดกับเราผ่านพระวจนะ Read More »