Intimacy with Him

และจงชักชวนคนที่ยังสงสัยอยู่ให้เขาเชื่อ

“และจงชักชวนคนที่ยังสงสัยอยู่ให้เขาเชื่อ” ‭‭ยูดา‬ ‭1:22‬ ‭TH1971‬‬ https://www.bible.com/275/jud.1.22.th1971 การชวนผู้ที่ยังสงสัยในพระเจ้าให้ตัดสินใจเชื่อวางใจ ในพระเจ้า เป็นพระมหาบัญชาที่เ พระเยซูได้สั่งให้เราทั้งหลายมีส่วน บางคนอาจยังสงสัยในพระคุณความรอดผ่านทาง พระเยซู แต่เราต้องทำหน้าที่ อันสำคัญนี้ เพื่อความรอดนิรัน จะเป็นของเขาทั้งหลาย

3 อย่างในการเดินติดตามพระเจ้า

จงรักษาตัวให้อยู่ในความรักของพระเจ้า ขณะคอยให้พระเมตตาของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรานำท่านไปสู่ชีวิตนิรันดร์ ยูดา 21 การรักษาความรักของพระเจ้าในชีวิตเป็นสิ่งสำคัญมาก เมื่อเราใกล้ชิดพระวิญญาณมากเท่าไร เราจะเต็มอิ่มอยู่ในความรักของพระองค์มากขึ้นเท่านั้น และถือเป็นคำสั่งที่พระวจนะได้สั่งให้เรา รักษาความรักนี้เอาไว้ สิ่งที่สำคัญ ที่ต้องทำ 1. การมีพระวจนะสะสมในชีวิตอยู่เสมอ 2. การดำเนินชีวิต อธิษฐานในพระวิญญาณ/ภาษาแปลกๆ เสมอ 3. การรักษาความรักของพระเจ้าในชีวิต

จงสร้างตัวของท่านขึ้นบนความเชื่ออันบริสุทธิ์ที่สุดของท่าน และจงอธิษฐานโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

แต่ท่านที่รักทั้งหลาย จงสร้างตัวของท่านขึ้นบนความเชื่ออันบริสุทธิ์ที่สุดของท่าน และจงอธิษฐานโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ยูดา 20 ผู้เชื่อที่แท้จริงจะสร้างชีวิตด้วยรากฐานพระเยซูคริสต์ 1 โครินธ 3:11 ” เพราะว่าใครจะมาวางรากอื่นอีกไม่ได้แล้ว นอกจากที่วางไว้แล้วคือพระเยซูคริสต์ ” อฟ.2:20 ” ท่านทั้งหลายถูกก่อร่างสร้างขึ้นบนรากฐานของบรรดาอัครทูตและบรรดาผู้เผยพระวจนะ มีพระเยซูคริสต์เป็นศิลาหัวมุม ” ถือเป็นรากฐานสำคัญของคริสตจักรในยุคสุดท้ายนี้ เราต้องพึ่งพาฤทธิ์พระวิญญาณอย่างที่สุด และมีรากฐานของพระวจนะพระเจ้าเป็นสำคัญ และมากกว่านั้นต้องมีการเปิดเผย สำแดงจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้วย และการอธิษฐานในพระวิญญาณ อธิษฐานภาษาพระวิญญาณ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เช่นกัน สำหรับชีวิตที่มีรากฐานของพระเยซู

คนเหล่านี้คือคนที่ก่อให้เกิดความแตกแยก

คนเหล่านี้คือคนที่ก่อให้เกิดความแตกแยก หมกมุ่นอยู่ในโลกียวิสัย และปราศจากพระวิญญาณ ยูดา19 คนที่ดำเนินชีวิตในทางปรารถนาชั่วจะสร้างความแตกแยกอย่างไม่รู้จบ แม้ว่าพวกเขาจะแสร้งเข้ามาในคริสตจักร แต่พวกเขาเต็มไปด้วยการหว่านซึ่งความแตกแยกต่อพี่น้องในคริสตจักร พวกเขาไม่ได้ใช้ปัญญาจากพระเจ้า แต่เป็นวิธีการอย่างโลกตามโลกียวิสัยและเป็นไปตามเนื้อหนังทั้งสิ้น ทั้งไม่มีพระวิญญาณของพระเจ้าอยู่ภายในด้วย ยากอบ 3:15 “ปัญญาอย่างนี้ไม่ใช่ปัญญาที่มาจากเบื้องบน แต่เป็นปัญญาฝ่ายโลก ฝ่ายเนื้อหนังและฝ่ายผีปีศาจ”

ในวาระสุดท้ายจะมีคนที่ชอบเยาะเย้ยเกิดขึ้น ที่ดำเนินชีวิตตามความปรารถนาชั่วของตัวเอง

ท่านเหล่านั้นบอกท่านว่า “ในวาระสุดท้ายจะมีคนที่ชอบเยาะเย้ยเกิดขึ้น ที่ดำเนินชีวิตตามความปรารถนาชั่วของตัวเอง” ยูดา 18 เราอยู่ในช่วงยุคสุดท้าย ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จกลับมา เราอยู่ระหว่างนี้ และสิ่งที่ยูดากล่าวถึงคือ คนที่ชอบเยาะเย้ย ที่ดำเนินชีวิตตามความชั่วของตัวเอง พระวจนะหลายตอน กล่าวถึงความชั่ว มากมาย ที่จะเกิดขึ้น ดังเช่นใน 2 ทธ 3:1-3 “1แต่จงเข้าใจข้อนี้คือ วาระสุดท้ายนั้นจะเป็นเวลาที่น่ากลัว 2เพราะผู้คนจะเห็นแก่ตัว รักเงินทอง โอ้อวด หยิ่งยโส ชอบดูหมิ่น ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ อกตัญญู ชั่วร้าย 3ไร้มนุษยธรรม ไม่ให้อภัยกัน ใส่ร้ายกัน ไม่ยับยั้งชั่งใจ ดุร้าย เกลียดชังความดี 4ทรยศ มุทะลุ โอหัง รักความสนุกมากกว่ารักพระเจ้า ” นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น และเราได้เห็นแล้วว่าเป็ฯอย่างไร เมื่อคนไม่พึ่งพาความช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็ยากนักที่เขาจะรับการเปลี่ยนแปลงชีวิตให้เป็นเหมือนพระเยซู พระเจ้าเท่านั้นที่เราต้องแสวงหาและพึ่งพา เนื้อหนังจะทวีมากขึ้น เราต้องให้ฤทธื์เดชพระวิญญาณช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เราต้องขอพระองค์นำเราทุกเวลา

แต่ว่าท่านที่รักทั้งหลาย พึงระลึกถึงคำพยากรณ์ของพวกอัครทูตของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา

แต่ว่าท่านที่รักทั้งหลาย พึงระลึกถึงคำพยากรณ์ของพวกอัครทูตของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ยูดา 17 หนังสือพระวจนะเป็นหนังสือที่บอกถึงเรื่องราวคำพยากรณ์ในอนาคตที่จะเกิด และพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ใช้ ผู้รับใช้พระองค์ในการบันทึกเรื่องราวที่มีฤทธิ์เดชนี้ คำพยากรณ์ต่าง ๆ ของบรรดาอัครฑูต ที่พระเยซูได้แต่งต้้ง ล้วนแล้วแต่นำไปถึงน้ำพระทัยของพระองค์ที่ต้องสำเร็จ และเรื่องการตักเตือนคำสอนที่ผิด ผู้เผยวจนะเทียมเท็จ ผู้เลี้ยงในคราบหมาป่า และคนอธรรมที่แทรกเข้ามาในชุมชนของพระเจ้า เหล่านี้ล้วนถูกคำพยากรณ์แจ้งไว้ล่วงหน้าเป็นพันปี เราทั้งหลายจึงต้องยึดพระวจนะที่พระเยซูได้สั่งสอนทั้งสิ้นเอาไว้ให้แนบแน่นในชีวิตของเรา เสมอ อาเมน

4 สิ่งของคนอธรรม จาก ยูดา

คนเหล่านี้เป็นพวกช่างบ่นช่างติ ดำเนินชีวิตตามความปรารถนาชั่วของตัวเอง และปากของพวกเขาคุยโวโอ้อวด และยกยอผู้อื่นเพื่อหวังประโยชน์ของตน ยูดา16 ยูดากล่าวถึงคนกลุ่มนี้ต่อไปถึงใน 4 สิ่งของคนอธรรม 1. พวกเขาเป็นคนช่างบ่นช่างติ เหมือนอย่างอิสราเองที่บ่นต่อว่าโมเสส และพันธสัญญาใหม่ก็กล่าวไว้เช่นกัน 1 คร.10:10 ” อย่าให้เราบ่นเหมือนบางคนในพวกเขาได้ทำ แล้วต้องพินาศด้วยองค์เพชฌฆาต” 2.อีกทั้งยังดำเนินตามความปรารถนาชั่วของพวกเขาเอง คือดำเนินชีวิตด้วยความบาป ชั่วร้าย ภายในตัวเขาที่ไม่มีพระเจ้าในชีวิต 3.ปากที่พูดจาโอ้อวด ทั้งที่ตนเองไม่มีอะไรเลย นั่นรวมถึง ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณที่มีพระเยซูเป็นศูนย์กลาง พวกเขาก็ไม่มี จึงเป็นคำพูดที่ออกมาจากท่าทีบาปชั่วทั้งสิ้น 4.ยกยอเพื่อหวังผลประโยชน์ เป็นคำพูดที่มาจากใจที่ไม่ยำเกรงพระเจ้า ไม่มีพระเจ้า เราต้องรักษาใจขอพระเจ้า ไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับชีวิตเรา ขอพระวิญญาณเป็นกำลังให้เราทั้งหลาย

เพื่อทำการพิพากษาทุกคน และเพื่อทำให้คนอธรรมทุกคนสำนึกตัวถึงการอธรรมทุกอย่าง

เพื่อทำการพิพากษาทุกคน และเพื่อทำให้คนอธรรมทุกคนสำนึกตัวถึงการอธรรมทุกอย่าง ที่พวกเขาทำไปตามวิถีทางอธรรมนั้น และสำนึกตัวถึงความหยาบช้าทั้งหมด ที่คนบาปชั่วได้กล่าวร้ายต่อพระองค์ ยูดา15 ในที่สุดแล้ว ผู้ที่ดำเนินชีวิตอธรรม ไม่ยำเกรง และไม่เชื่อวางใจในพระเยซูจะต้องถูกพิพากษาในบึงไฟนรก นิรันดร พวกเขาเองไม่ตระหนักในการมาของพระเยซูที่มาเพื่อช่วยคนที่รู้ตัวว่าตนเป็นคนบาปให้รอด กลับดำเนินในอธรรมและปฏิเสธพระคริสต์เสีย โรม 5:6 ขณะเมื่อเรายังอ่อนกำลัง พระคริสต์สิ้นพระชนม์เพื่อคนอธรรมในเวลาที่เหมาะสม พวกเขาจะต้องถูกพระเยซูพิพากษาในวาระสุดท้าย ขอพระเจ้าเมตตาเราทั้งหลายด้วยเถิด

คนเหล่านี้แหละที่เอโนคซึ่งเป็นคนชั่วอายุที่เจ็ดนับจากอาดัมพยากรณ์ไว้ว่า นี่แน่ะ องค์พระผู้เป็นเจ้ากำลังเสด็จมาพร้อมกับผู้บริสุทธิ์ของพระองค์นับเป็นหมื่นๆ

คนเหล่านี้แหละที่เอโนคซึ่งเป็นคนชั่วอายุที่เจ็ดนับจากอาดัมพยากรณ์ไว้ว่า นี่แน่ะ องค์พระผู้เป็นเจ้ากำลังเสด็จมาพร้อมกับผู้บริสุทธิ์ของพระองค์นับเป็นหมื่นๆ ยูดา14 เอโนคเป็นผู้ที่ถูกพระเจ้ารับไปก่อนที่น้ำจะท่วมโลก และพระวิญญ่าณได้ย้ำเตือนผ่านยูดาถึงถ้อยคำพยากรณ์ที่เอโนคเคยได้พยากรณ์ถึงคนอธรรมเหล่านี้เอาไว้ คำพยากรณ์ที่เอโนคได้กล่าวไว้ ก่อนหน้าที่พระเยซูจะมาบังเกิดเสียอีก และเมื่อถึงวันนั้น เหล่าฑูตสวรรค์ก็จะมาจัดการกับมารซาตานโดยการนำของจอมกษัตริย์เยซู มธ.24:31 ” แล้วพระองค์จะทรงส่งทูตสวรรค์ทั้งหลายของพระองค์มาด้วยเสียงแตรที่ดังมาก และให้รวบรวมคนทั้งหมดที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว จากทั้งสี่ทิศ ตั้งแต่ที่สุดฟ้าข้างนี้จนถึงที่สุดฟ้าข้างโน้น ” ผู้บริสุทธิ์ของพระองค์ นั่นก็คือเหล่าผู้เชื่อ ( the saints ) ของพระองค์ที่จะมาพิพากษาร่วมกับพระเยซูคริสต์ในวาระสุดท้าย เป็นคำพยากรณ์ที่กล่าวล่วงหน้าไว้อย่างยาวนานมากจริง ๆ วว.19:14 ” กองทัพทั้งหลายในสวรรค์นุ่งห่มผ้าป่านเนื้อละเอียด สีขาวสะอาด ขี่ม้าขาวตามเสด็จพระองค์ไป” เราจึงต้องเตรียมชีวิต รักษาชีวิตวันต่อวัน ในการรอคอยการกลับมาของพระเยซู และการมีส่วนในการพิพากษาอันยิ่งใหญ่นี้

ยูดาเปรียบผู้เทียมเท็จเหล่านี้ อย่างต่อเนื่อง

เป็นคลื่นรุนแรงในทะเลที่ซัดฟองแห่งความบัดสีของตนเองขึ้นมา เป็นดวงดาวที่พลัดออกไปนอกวงโคจร ความมืดมิดถูกสงวนไว้สำหรับพวกเขาตลอดกาล ยูดา 13 ยูดาเปรียบผู้เทียมเท็จเหล่านี้ อย่างต่อเนื่อง โดยยกตัวอย่าง พวกเขาเป็นคลื่นที่ซัดฟองความบัดสีของตนเอง สะท้อนชีวิตที่นำความอธรรมออกมาให้คนอื่นได้เห็น เวลาจะเป็นตัวพิสูจน์ทุกสิ่งที่เขาเหล่านั้นแสดงออกมา ใน อสย.57:20 ” “แต่คนอธรรมนั้นเหมือนทะเลที่กำเริบ ซึ่งนิ่งสงบอยู่ไม่ได้ และน้ำของมันก็กวนตมและเลนขึ้นมา” ดวงดาวที่พลัดออก ; พวกเขาเหมือนจะสำแดงความสว่างไสว แต่สุดท้าย หลุดจากแผนงานและน้ำพระทัยพระเจ้า และนำพาวิญญาณจิตของคนที่ถูกล่อลวงให้ไร้จุดหมาย และไปถึงความพินาศจากความรอดในพระเยซู พวกเขาและคนที่ถูกล่อลวงจะออกจากการปกคลุมฝ่ายวิญญาณของพระเจ้าและไปถึงความมืดมิด ไร้หนทางที่แท้จริงตลอดไป จนถึงวันแห่งการพิพากษา และการร้องไห้ขบเคี้ยวฟัน

คนเหล่านี้เป็นพวกที่ทำให้งานเลี้ยงเชื่อมความรักสามัคคีของพวกท่านเสื่อมเสียไป

คนเหล่านี้เป็นพวกที่ทำให้งานเลี้ยงเชื่อมความรักสามัคคีของพวกท่านเสื่อมเสียไป ขณะที่พวกเขาร่วมกินเลี้ยงกับพวกท่านโดยปราศจากความยำเกรง เขาเป็นผู้เลี้ยงแกะที่เลี้ยงแต่ตัวเอง เป็นเมฆที่ไม่มีน้ำที่ถูกพัดลอยไปตามลม เป็นต้นไม้ที่ไร้ผลในฤดูที่ออกผลและตายมาสองหนแล้วเพราะถูกถอนออกทั้งราก ยูดา 1:12 งานเลี้ยงในช่วงคริสตจักรยุคแรก มีงานเลี้ยงอย่างที่พระเยซูได้เคยอุปมาไว้ มีทั้ง คนรวยและคนยากจน แต่คนกลุ่มนี้ที่ยูดากล่าวถึง พวกเขามาและขาดความยำเกรงพระเจ้า แม้เขาอ้างตัวเป็นผู้เลี้ยงแกะ แต่ก็ทำเพื่อตัวเขาเองทั้งสิ้น ทำให้งานเลี้ยงควรจะมีแต่การเสียสละให้สิ่งดีแก่คนอื่น ต้องมัวหมองไป มารซาตานเข้ามาครอบงำแทน ยูดากล่าวถึงเมฆที่ไม่มีน้ำ เป็นเหมือนจิตวิญญาณที่แห้งเหือดในฝ่ายวิญญาณ จากชีวิตที่ควรเป็นพร ดังเมฆฝนที่จะตกลงมาเพื่อทำให้เกิดความชุ่มชื้น กลับไม่มีอะไรที่จะเป็นพรได้เลย ซ้ำร้ายยังกล่าวพระกิตติคุณเท็จและไม่ยกพระเกียรติให้พระเยซูอีกด้วย ต้นไม้ที่ควรจะออกผลตามฤดูกาล เพราะติดสนิทกับพระเจ้า กลับไม่มีผลตามฤดูกาลและตายในที่สุด และ จะถูกถอนรากทิ้ง เราเห็นได้ว่าผู้ที่ขาดความสัมพันธ์กับพระวิญญาณทุกวัน และมีแนวโน้มถูกนำด้วยเนื้อหนังและความบาปจะไม่สามารถไปถึงพระทัยของพระบิดาได้เลย

เรียนรู้ความบาปของ คาอิน บาลาอัม และโคราห์

วิบัติมีแก่พวกเขา เพราะเขาดำเนินตามทางของคาอิน และปล่อยตัวทำตามความผิดพลาดของบาลาอัม เพราะเห็นแก่ได้ ฉะนั้นจึงพินาศไปอย่างกบฏของโคราห์ ยูดา1:11 (2) บาปของคนสามคน ที่ยูดาห์ได้กล่าวถึงในตอนนี้ เพื่อไม่ให้เราดำเนินชีวิตที่ผิดพลาดเช่นในอดีต บาปของคาอิน กบฎต่อพระเจ้า เพราะไม่พอใจที่พระเจ้าพอพระทัยเครื่องเผาบูชาของอาเบล ทั้งที่คาอินไม่ได้ทำตามแบบอย่างที่พระเจ้าบอก คือการเอาผลที่ดีที่สุด มาถวาย คาอินทำในสิ่งที่ไม่ชอบพระทัยพระเจ้า บาปของบาลาอัมคือรับสินบนจากบาลาค ในการที่สาปแช่งชนชาติของพระเจ้า แม้ว่าบาลาอัมจะพยายามเลี่ยง เพราะยำเกรงพระเจ้าในตอนแรก แต่สุดท้ายก็พลาดพลั้งไป และบาลาอัมนำให้อิสราเอลทำบาป เมื่อพระเจ้าให้ของประทาน ตะลัน เราต้องซื่อสัตย์ในการใช้เพื่อแผ่นดิน อาณาจักร และคริสตจักรของพระองค์ ไม่ใช่เพื่อตนเอง บาปของโคราห์ คือการกบฎ ไม่ยอมรับสิทธิอำนาจที่พระเจ้าแต่งตั้งโมเสส แม้โคราห์จะได้รับสิทธิ์ที่สำคัญคือเป็นเชื้อสายเลวี ซึ่งถูกแยกให้มาปรนนิบัติพระเจ้าโดยเฉพาะ แต่พวกเขาก็ไม่เชื่อฟังคนที่พระเจ้าแต่งตั้ง เพราะพวกเขาก็อยู่ในเหตุการณ์ที่พระเจ้าใช้โมเสสในการนำอิสราเอล เราต้องนบนอบเชื่อฟังผู้ที่มีสิทธิอำนาจเสมอ