จิตวิญญาณที่กระหายหาพระเจ้า

อ้างอิงจากพระธรรมสดุดี บทที่ 42

“กวางกระเสือกกระสนหาธารน้ำฉันใด ข้าแต่พระเจ้า จิตใจข้าพระองค์ก็กระเสือกกระสนหาพระองค์ฉันนั้น” — สดุดี 42:1 —

บทนำ: ภาพกวางที่กระเสือกกระสนหาธารน้ำ

“กวางกระเสือกกระสนหาธารน้ำฉันใด ข้าแต่พระเจ้า จิตใจข้าพระองค์ก็กระเสือกกระสนหาพระองค์ฉันนั้น จิตใจข้าพระองค์กระหายหาพระเจ้า หาพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ เมื่อไรข้าพระองค์จะได้มาเห็นพระพักตร์พระเจ้า” สดุดี 42:1-2

ผู้เขียนสดุดีบทนี้ได้เปิดฉากด้วยภาพที่ทรงพลังที่สุดภาพหนึ่งในพระคัมภีร์ นั่นก็คือภาพของกวางตัวหนึ่งที่กำลังกระเสือกกระสนแสวงหาธารน้ำอย่างสุดกำลัง ไม่ใช่แค่เดินเรื่อยเปื่อย ไม่ใช่แค่เหลียวมองหา แต่เป็นการดิ้นรนทั้งชีวิตเพื่อจะได้พบกับสิ่งที่จำเป็นต่อการมีชีวิตรอด นี่แหละคือภาพของจิตวิญญาณที่กระหายหาพระเจ้าอย่างแท้จริง

ในยุคปัจจุบันซึ่งเป็นยุคของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้น พระองค์คือผู้ที่ทำงานอยู่ในชีวิตของผู้เชื่อทุกคน เพื่อนำเราไปสู่ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับพระเจ้าพระบิดา อันที่จริงแล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้เพียงแค่สถิตอยู่กับเราเฉย ๆ เท่านั้น แต่พระองค์ทรงทำงานอย่างจริงจังในหกมิติที่สำคัญเพื่อตอบสนองความกระหายของจิตวิญญาณที่แสวงหาพระเจ้า ดังนั้นเราจึงมาเรียนรู้ไปด้วยกันว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำงานอย่างไรในชีวิตของเราเพื่อตอบสนองความกระหายนี้

1. พระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยดับกระหายฝ่ายวิญญาณ

ความกระหายฝ่ายวิญญาณเป็นสภาพที่มนุษย์ทุกคนต้องประสบ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม หลายคนพยายามดับความกระหายนี้ด้วยสิ่งต่าง ๆ ของโลก เป็นต้นว่าความสำเร็จ ทรัพย์สิน ความสัมพันธ์ หรือความบันเทิงต่าง ๆ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่มีทางดับความกระหายที่ลึกที่สุดของจิตวิญญาณเราได้เลย

สดุดี 42:2 กล่าวว่า “จิตใจข้าพระองค์กระหายหาพระเจ้า หาพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์” ความกระหายนี้มีเป้าหมายที่ชัดเจน คือพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ ไม่ใช่พระเจ้าที่เป็นเพียงแนวคิดหรือทฤษฎี แต่เป็นพระเจ้าที่มีชีวิต ที่เราสัมผัสได้ และที่ทรงมีปฏิสัมพันธ์กับเราได้จริง ๆ

“ถ้าผู้ใดกระหาย ผู้นั้นจงมาหาเราและดื่ม ผู้ที่เชื่อในเรา ตามที่พระคัมภีร์ได้กล่าวไว้แล้ว แม่น้ำแห่งน้ำดำรงชีวิตจะไหลออกมาจากภายในผู้นั้น” ยอห์น 7:37-38

พระคัมภีร์อธิบายต่อว่า “พระองค์ตรัสดังนี้หมายถึงพระวิญญาณ ซึ่งผู้ที่เชื่อในพระองค์จะได้รับ” ดังนั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงเป็นผู้ดับกระหายฝ่ายวิญญาณของเราโดยตรง พระองค์ไม่ได้ให้เพียงน้ำหนึ่งแก้วแล้วก็จบไป แต่พระองค์ทรงตั้งขึ้นเป็นน้ำพุแห่งชีวิตภายในตัวเราเลยทีเดียว เพื่อเราจะไม่กระหายอีกเลย ช่างเป็นพระเมตตาคุณที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ !

เมื่อเรายอมให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานในชีวิต พระองค์จะดับความกระหายด้วยการสำแดงพระลักษณะของพระเจ้าให้เราได้สัมผัส ให้เรารู้สึกถึงความรักของพระบิดา ให้เรารู้จักพระคริสต์อย่างลึกซึ้ง และให้เราได้ประสบกับสันติสุขที่เกินความเข้าใจของมนุษย์ ดังที่อิสยาห์ 55:1 ได้กล่าวว่า “เฮ้ ทุกคนที่กระหาย จงมาที่น้ำ” พระวิญญาณบริสุทธิ์นั่นแหละที่เป็นผู้นำเราไปถึงธารน้ำแห่งชีวิตนั้น

2. พระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยเติมเต็มส่วนที่พร่องไป

ในสดุดี 42:3 ผู้เขียนได้บรรยายว่า “น้ำตาของข้าพระองค์เป็นอาหารของข้าพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน” นี่คือภาพของชีวิตที่พร่องไป ชีวิตที่ว่างเปล่าจนน้ำตากลายเป็นอาหาร หลายคนในพวกเราคงเคยประสบกับสภาพเช่นนี้ เมื่อรู้สึกว่ามีบางสิ่งในชีวิตที่ขาดหายไป แม้ว่าจะมีทุกอย่างครบถ้วนในฝ่ายกายภาพแล้วก็ตาม

เราต้องเข้าใจว่ามนุษย์ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายของพระเจ้า (ปฐมกาล 1:27) ก่อนที่ความบาปจะเข้ามานั้นทุกสิ่งมีความบริบูรณ์ ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ไม่มีความขาดแคลน มีสิทธิอำนาจครอบครองแผ่นดิน แต่เมื่อความบาปได้เข้ามา ความบริบูรณ์เหล่านั้นก็พร่องไป สิ่งที่เคยเต็มก็กลับว่างเปล่า สิ่งที่เคยสมบูรณ์ก็กลับแตกร้าว ดังนั้นเราจึงเห็นว่าความรู้สึกขาดหายนี้มีรากที่มาจากการที่มนุษย์ถูกตัดออกจากความสัมพันธ์กับพระเจ้านั่นเอง

แต่ข่าวดีก็คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำงานเพื่อเติมเต็มส่วนที่พร่องไปเหล่านี้ พระองค์เติมเต็มความว่างเปล่าด้วยการสถิตอยู่ของพระเจ้า เติมเต็มความอ่อนแอด้วยฤทธานุภาพ เติมเต็มความขาดแคลนด้วยของประทานฝ่ายวิญญาณ และเติมเต็มความเจ็บปวดด้วยการปลอบประโลม ดังที่พระเยซูได้ตรัสถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ว่าเป็น “ผู้ช่วย” และ “ผู้ปลอบประโลม” (ยอห์น 14:16-17)

ดังนั้นชีวิตที่เคยว่างเปล่าก็กลับเต็มบริบูรณ์ ชีวิตที่เคยแตกร้าวก็ได้รับการซ่อมแซมจนสมบูรณ์อีกครั้ง สรรเสริญพระเจ้า !

3. พระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยขจัดอุปสรรคการเข้าหาพระองค์

“ข้าพระองค์จะทูลพระเจ้า พระศิลาของข้าพระองค์ว่า ไฉนพระองค์ทรงลืมข้าพระองค์เสีย ไฉนข้าพระองค์ต้องเดินโศกเศร้าเพราะการบีบบังคับของศัตรู” สดุดี 42:9

ผู้เขียนรู้สึกว่ามีสิ่งกีดขวางระหว่างเขากับพระเจ้า มีอุปสรรคที่ทำให้เขาไม่สามารถเข้าถึงพระพักตร์ของพระเจ้าได้อย่างที่เคย เราเองก็เคยรู้สึกแบบนี้เหมือนกันไม่ใช่หรือ ? อุปสรรคเหล่านี้มีหลายรูปแบบ เราจึงต้องมาทำความเข้าใจไปทีละประเด็น

ประการแรกคือ ความบาป ที่กั้นกลางระหว่างเรากับพระเจ้า ดังที่อิสยาห์ 59:2 กล่าวว่า “ความบาปผิดของเจ้าได้กระทำให้เจ้ากับพระเจ้าต้องแยกจากกัน” เราเห็นตัวอย่างจากกษัตริย์ซาอูลที่พระเจ้าทรงปฏิเสธเครื่องบูชาของท่านเพราะท่านไม่เชื่อฟังพระบัญชาของพระองค์ (1 ซามูเอล 15:1-23) มากกว่านั้นอิสยาห์ยังได้ประกาศอีกว่า “เมื่อเจ้ากางมือออกอธิษฐาน เราจะซ่อนตาของเราเสียจากเจ้า… เพราะมือของเจ้าเปื้อนเลือด” (อิสยาห์ 1:15) แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำงานเพื่อสำแดงให้เราเห็นถึงความบาปที่ซ่อนอยู่ และนำเราสู่การสำนึกผิดอย่างแท้จริง ดังเช่นที่กษัตริย์ดาวิดได้อธิษฐานหลังจากที่ท่านทำบาปกับบัทเชบาว่า “ขอทรงสร้างใจบริสุทธิ์ในข้าพระองค์ และฟื้นจิตวิญญาณที่ชอบธรรมขึ้นใหม่ภายในข้าพระองค์ ขออย่าทรงเหวี่ยงข้าพระองค์ไปจากพระพักตร์ของพระองค์ และขออย่าทรงนำพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ไปจากข้าพระองค์” (สดุดี 51:10-11) นี่เป็นตัวอย่างที่ดีของการที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานในชีวิตของผู้เชื่อเพื่อนำกลับมาหาพระเจ้า

ประการที่สองคือ ความอ่อนแอ ที่ทำให้เราท้อแท้และหมดกำลังใจ เราเห็นตัวอย่างจากเอลียาห์ที่หลังจากเหน็ดเหนื่อยและหวาดกลัวจนอยากตาย แต่พระเจ้าไม่ได้ทอดทิ้งท่าน พระองค์ทรงฟื้นฟูท่านด้วยการให้พักผ่อน ให้อาหาร และในที่สุดก็ตรัสด้วย “เสียงสงบเบา” แม้ในยามที่เราอ่อนแอที่สุด พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ยังทรง “ช่วยเราเมื่อเราอ่อนกำลัง” (โรม 8:26) พระองค์อธิษฐานแทนเราด้วย “ถ้อยคำคร่ำครวญที่ไม่อาจกล่าวเป็นคำได้” ช่างเป็นพระคุณที่ล้ำเลิศจริง ๆ !

ประการที่สามคือ การไม่จัดเวลาให้กับพระเจ้า ชีวิตที่วุ่นวายและยุ่งเหยิงทำให้เราละเลยการใช้เวลากับพระองค์ เราต้องเข้าใจว่าการอธิษฐานนั้นเปรียบเหมือนลมหายใจของคริสเตียน เมื่อไม่ค่อยอธิษฐาน สุขภาพฝ่ายวิญญาณก็จะไม่ค่อยดี อันที่จริงแล้วการหยุดอธิษฐานนั้นส่งผลร้ายแรงถึงขั้นที่ซามูเอลถือว่าเป็นความบาปต่อพระเจ้าเลยทีเดียว (1 ซามูเอล 12:23) ดังนั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงทรงเตือนเราให้กลับมาจัดสรรเวลาให้กับพระเจ้า ทั้งเวลาอธิษฐาน อ่านพระวจนะ และนมัสการ

และประการที่สี่คือ การไม่เห็นคุณค่าของความสัมพันธ์กับพระเจ้า เมื่อเราไม่เห็นคุณค่าของสิ่งใด เราก็จะไม่ลงทุนเวลาและความพยายามกับสิ่งนั้น ดังที่พระเยซูได้เตือนคริสตจักรในซาร์ดิสให้ตื่นขึ้น เพราะ “เราไม่พบว่าการกระทำของเจ้าสมบูรณ์ต่อพระพักตร์พระเจ้าของเรา” (วิวรณ์ 3:2) แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเปิดตาฝ่ายวิญญาณของเราให้เห็นว่าความสัมพันธ์กับพระเจ้านั้นมีคุณค่ามากเพียงใด จนเราเองก็จะปรารถนาที่จะลงทุนเวลาและชีวิตของเราเพื่อพระองค์อย่างเต็มที่

4. พระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยนำทางกลับสู่พระพักตร์เมื่อจิตวิญญาณหลงทาง

“จิตใจข้าพระองค์เอ๋ย ไฉนเจ้าจึงเศร้าสลด ไฉนเจ้าจึงกระวนกระวายอยู่ภายในข้าพระองค์ จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์อีก” สดุดี 42:5

ข้อนี้สะท้อนให้เห็นถึงสภาพจิตวิญญาณที่กำลังหลงทาง อยู่ห่างจากพระวิหาร อยู่ห่างจากการสถิตของพระเจ้า เป็นช่วงเวลาที่ชีวิตฝ่ายวิญญาณตกต่ำ เราต้องยอมรับว่าชีวิตฝ่ายวิญญาณของเรานั้นไม่ได้เข้มแข็งตลอดเวลา แต่ก็ไม่ได้จมดิ่งทุกเวลาเช่นกัน มีช่วงเวลาที่เราร้อนรน มีช่วงเวลาที่เราเฉื่อยชา และมีช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่าอยู่ห่างจากพระเจ้า

แต่สิ่งสำคัญที่เราต้องตระหนักก็คือ น้ำพระทัยของพระเจ้าต้องการให้ชีวิตของเรามีเสถียรภาพและเติบโตขึ้นเสมอ ดังนั้นเมื่อจิตวิญญาณของเราเริ่มเฉื่อยชาหรือหลงไป พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงทำหน้าที่เป็นผู้นำทางที่ซื่อสัตย์ที่สุด

เราเห็นตัวอย่างที่สวยงามจากอัครสาวกเปโตร ท่านปฏิเสธพระเยซูถึงสามครั้ง แต่พระเยซูก็ไม่ได้ทิ้งเปโตร พระองค์มาหาเปโตรหลังการฟื้นคืนพระชนม์และถามสามครั้งว่า “เจ้ารักเราหรือ” (ยอห์น 21) เป็นการฟื้นฟูที่สวยงามมาก ๆ นั่นคือการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่นำคนที่หลงทางกลับมาหาพระเจ้า พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งเราแม้ในเวลาที่เราอ่อนแอที่สุด

อันที่จริงแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรง “เตือน” เราเมื่อเราเริ่มเดินออกนอกทาง พระองค์ทำให้เรารู้สึก “ไม่สบายใจ” เมื่อเราทำสิ่งที่ไม่เป็นน้ำพระทัย และพระองค์ “เรียก” เราให้กลับมาหาพระเจ้าผ่านหลายทาง เป็นต้นว่าพระวจนะ การเทศนา เหตุการณ์ในชีวิต หรือพี่น้องในความเชื่อ ดังที่พระเยซูตรัสว่า “แต่องค์ผู้ช่วย คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้น พระองค์จะทรงสอนท่านทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวกับท่านแล้ว” (ยอห์น 14:26)

5. พระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยเปลี่ยนความโหยหาให้กลายเป็นความสนิทสนม

สดุดี 42 ทั้งบทแสดงให้เห็นการเดินทางของจิตวิญญาณจากสภาพหนึ่งไปสู่อีกสภาพหนึ่ง ในตอนต้นผู้เขียนอยู่ในสภาพของความโหยหาที่เจ็บปวด เศร้าสลด และรู้สึกว่าพระเจ้าอยู่ห่างไกล แต่เมื่อบทเพลงดำเนินไป เราก็เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน จากความโหยหาไปสู่การมีความหวังและการสรรเสริญ

พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้ทิ้งเราไว้ในสภาพของความโหยหา พระองค์ทรงพาเราผ่านกระบวนการ จากความโหยหาที่เจ็บปวด ไปสู่ความสงบที่มีจุดประสงค์ และในที่สุดก็ไปถึงความสนิทสนมที่เติมเต็ม เหมือนกวางในพระธรรมสดุดีบทที่ 42 ที่ไม่ได้แค่กระหาย แต่กวาง “กระเสือกกระสน” จนพบธารน้ำ พระวิญญาณบริสุทธิ์คือผู้ขับเคลื่อนกระบวนการนี้ในชีวิตเราอย่างแท้จริง

มากไปกว่านั้น เมื่อเรามีความสัมพันธ์สนิทกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจะสามารถระบายความรู้สึกของเราออกมาได้เต็มที่ ทั้งความรู้สึกบวกและลบ เพราะพระองค์ทรงฟังเราเหมือนพ่อที่ฟังลูก (ยอห์น 1:12) ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนจาก “ผู้รับใช้” เป็น “เพื่อน” (ยอห์น 15:15) และจาก “เพื่อน” เป็น “บุตร” นี่คือสิ่งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำให้เกิดขึ้นในชีวิตของเรา ช่างเป็นพระเมตตาคุณอันล้ำเลิศจริง ๆ

6. พระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยรักษาจังหวะความสม่ำเสมอในการแสวงหาพระเจ้า

“เวลากลางวันพระเยโฮวาห์จะทรงบัญชาความรักมั่นคงของพระองค์ เวลากลางคืนเพลงของพระองค์จะอยู่กับข้าพระองค์ เป็นคำอธิษฐานต่อพระเจ้าแห่งชีวิตข้าพระองค์” สดุดี 42:8

ข้อนี้แสดงให้เห็นภาพชีวิตที่มีจังหวะสม่ำเสมอกับพระเจ้า ทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่ใช่แค่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่เป็นทุกเวลา การพัฒนาความสัมพันธ์กับพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นต้องการปัจจัยหลายอย่างที่เราต้องมาทำความเข้าใจด้วยกัน

ประการแรกคือ “เวลา” เราจำเป็นต้องจัดสรรเวลาให้กับพระองค์ในทุกวัน จะเป็นเช้ามืด เช้า สาย เที่ยง บ่าย เย็น หรือกลางคืน ก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละคน ทั้งคุณภาพเวลาและจำนวนเวลานั้นสำคัญทั้งคู่ บางทีใช้เวลาสั้นแต่มีคุณภาพก็ดี แต่ถ้ามีทั้งเวลาและคุณภาพด้วยก็จะดียิ่งกว่า

ประการที่สองคือ “ประสบการณ์กับพระเจ้า” ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเราสัมผัสการทำงานของพระเจ้าในชีวิตจริง เป็นต้นว่าคำอธิษฐานที่ได้รับคำตอบ การสำแดงของพระองค์ หรือการทรงนำที่เห็นเป็นรูปธรรม สิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงจูงใจให้เราแสวงหาพระองค์ต่อไปอย่างสม่ำเสมอ

ประการที่สามคือ “ความเชื่อ” ที่มั่นคงว่าพระองค์อยู่กับเรา และประการที่สี่คือ “ความรู้ความเข้าใจ” จากการสะสมพระวจนะที่จะช่วยให้เราเห็นพระลักษณะของพระวิญญาณบริสุทธิ์มากขึ้น ยิ่งเรารู้จักพระองค์มากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งปรารถนาที่จะใช้เวลากับพระองค์มากขึ้นเท่านั้น

ดังนั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงทรงช่วยเราสร้าง “วินัยแห่งความกระหาย” ไม่ใช่แค่กระหายชั่วครั้งชั่วคราวแล้วก็จางหายไป แต่เป็นวิถีชีวิตที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เหมือนต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมลำธาร “ซึ่งให้ผลตามฤดูกาล และใบของมันไม่เหี่ยวแห้ง” (สดุดี 1:3) ชีวิตที่ติดต่อกับแหล่งน้ำอย่างสม่ำเสมอจะไม่เหือดแห้ง แม้ในยามยากลำบากก็ตาม

บทสรุป: จงหวังใจในพระเจ้า

“จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์อีก ผู้เป็นความช่วยเหลือและเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์” สดุดี 42:11

สดุดี 42 จบลงด้วยถ้อยคำแห่งความหวังที่ผู้เขียนพูดกับจิตวิญญาณของตนเอง แม้ในท่ามกลางความกระหาย ความพร่อง อุปสรรค ความหลงทาง ความโหยหา และการขาดความสม่ำเสมอ แต่ยังมีความหวังอยู่เสมอ เพราะพระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าที่ทรงพระชนม์อยู่

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำงานในทุกมิติของชีวิตเราเพื่อนำเราเข้าสู่ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับพระเจ้า พระองค์ดับกระหาย เติมเต็มส่วนที่พร่อง ขจัดอุปสรรค นำทางกลับเมื่อหลงทาง เปลี่ยนความโหยหาเป็นความสนิทสนม และช่วยรักษาจังหวะความสม่ำเสมอ ทั้งหมดนี้เพื่อเป้าหมายเดียว คือให้เราได้ “เห็นพระพักตร์พระเจ้า” ตามที่จิตวิญญาณของเราปรารถนา

ขอหนุนน้ำใจให้เราทั้งหลายเปิดใจต้อนรับการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในทุกมิติ ให้พระองค์ดับกระหาย เติมเต็ม ขจัดอุปสรรค นำทาง เปลี่ยนแปลง และรักษาชีวิตของเราให้คงอยู่ในความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกับพระเจ้าตลอดไป ยิ่งเรามีชีวิตที่ติดสนิทกับพระวิญญาณบริสุทธิ์มากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งเข้าใจหัวใจของพระองค์และดำเนินชีวิตให้สอดคล้องตามพระทัยของพระองค์ได้มากเท่านั้น

คำถามเพื่อการคิดใคร่ครวญ

1. ท่านรู้สึกว่ามีอุปสรรคใดที่กั้นกลางระหว่างท่านกับพระเจ้าในเวลานี้หรือไม่ ? และท่านจะขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยขจัดอุปสรรคนั้นอย่างไร ?

2. ท่านมีวิธีการรักษาจังหวะความสม่ำเสมอในการแสวงหาพระเจ้าอย่างไร ? และมีส่วนใดที่ท่านต้องการปรับปรุงเพื่อให้ชีวิตฝ่ายวิญญาณเติบโตมากขึ้น ?

3. ท่านเคยประสบกับการเปลี่ยนแปลงจากความโหยหาไปสู่ความสนิทสนมกับพระเจ้าหรือไม่ ? ประสบการณ์นั้นเป็นอย่างไร ?

ขอพระเจ้าอวยพร

จิตวิญญาณที่กระหายหาพระเจ้า

อ้างอิงจากพระธรรมสดุดี บทที่ 42

“กวางกระเสือกกระสนหาธารน้ำฉันใด ข้าแต่พระเจ้า จิตใจข้าพระองค์ก็กระเสือกกระสนหาพระองค์ฉันนั้น” — สดุดี 42:1 —

บทนำ: ภาพกวางที่กระเสือกกระสนหาธารน้ำ

“กวางกระเสือกกระสนหาธารน้ำฉันใด ข้าแต่พระเจ้า จิตใจข้าพระองค์ก็กระเสือกกระสนหาพระองค์ฉันนั้น จิตใจข้าพระองค์กระหายหาพระเจ้า หาพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ เมื่อไรข้าพระองค์จะได้มาเห็นพระพักตร์พระเจ้า” สดุดี 42:1-2

ผู้เขียนสดุดีบทนี้ได้เปิดฉากด้วยภาพที่ทรงพลังที่สุดภาพหนึ่งในพระคัมภีร์ นั่นก็คือภาพของกวางตัวหนึ่งที่กำลังกระเสือกกระสนแสวงหาธารน้ำอย่างสุดกำลัง ไม่ใช่แค่เดินเรื่อยเปื่อย ไม่ใช่แค่เหลียวมองหา แต่เป็นการดิ้นรนทั้งชีวิตเพื่อจะได้พบกับสิ่งที่จำเป็นต่อการมีชีวิตรอด นี่แหละคือภาพของจิตวิญญาณที่กระหายหาพระเจ้าอย่างแท้จริง

ในยุคปัจจุบันซึ่งเป็นยุคของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้น พระองค์คือผู้ที่ทำงานอยู่ในชีวิตของผู้เชื่อทุกคน เพื่อนำเราไปสู่ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับพระเจ้าพระบิดา อันที่จริงแล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้เพียงแค่สถิตอยู่กับเราเฉย ๆ เท่านั้น แต่พระองค์ทรงทำงานอย่างจริงจังในหกมิติที่สำคัญเพื่อตอบสนองความกระหายของจิตวิญญาณที่แสวงหาพระเจ้า ดังนั้นเราจึงมาเรียนรู้ไปด้วยกันว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำงานอย่างไรในชีวิตของเราเพื่อตอบสนองความกระหายนี้

1. พระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยดับกระหายฝ่ายวิญญาณ

ความกระหายฝ่ายวิญญาณเป็นสภาพที่มนุษย์ทุกคนต้องประสบ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม หลายคนพยายามดับความกระหายนี้ด้วยสิ่งต่าง ๆ ของโลก เป็นต้นว่าความสำเร็จ ทรัพย์สิน ความสัมพันธ์ หรือความบันเทิงต่าง ๆ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่มีทางดับความกระหายที่ลึกที่สุดของจิตวิญญาณเราได้เลย

สดุดี 42:2 กล่าวว่า “จิตใจข้าพระองค์กระหายหาพระเจ้า หาพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์” ความกระหายนี้มีเป้าหมายที่ชัดเจน คือพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ ไม่ใช่พระเจ้าที่เป็นเพียงแนวคิดหรือทฤษฎี แต่เป็นพระเจ้าที่มีชีวิต ที่เราสัมผัสได้ และที่ทรงมีปฏิสัมพันธ์กับเราได้จริง ๆ

“ถ้าผู้ใดกระหาย ผู้นั้นจงมาหาเราและดื่ม ผู้ที่เชื่อในเรา ตามที่พระคัมภีร์ได้กล่าวไว้แล้ว แม่น้ำแห่งน้ำดำรงชีวิตจะไหลออกมาจากภายในผู้นั้น” ยอห์น 7:37-38

พระคัมภีร์อธิบายต่อว่า “พระองค์ตรัสดังนี้หมายถึงพระวิญญาณ ซึ่งผู้ที่เชื่อในพระองค์จะได้รับ” ดังนั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงเป็นผู้ดับกระหายฝ่ายวิญญาณของเราโดยตรง พระองค์ไม่ได้ให้เพียงน้ำหนึ่งแก้วแล้วก็จบไป แต่พระองค์ทรงตั้งขึ้นเป็นน้ำพุแห่งชีวิตภายในตัวเราเลยทีเดียว เพื่อเราจะไม่กระหายอีกเลย ช่างเป็นพระเมตตาคุณที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ !

เมื่อเรายอมให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานในชีวิต พระองค์จะดับความกระหายด้วยการสำแดงพระลักษณะของพระเจ้าให้เราได้สัมผัส ให้เรารู้สึกถึงความรักของพระบิดา ให้เรารู้จักพระคริสต์อย่างลึกซึ้ง และให้เราได้ประสบกับสันติสุขที่เกินความเข้าใจของมนุษย์ ดังที่อิสยาห์ 55:1 ได้กล่าวว่า “เฮ้ ทุกคนที่กระหาย จงมาที่น้ำ” พระวิญญาณบริสุทธิ์นั่นแหละที่เป็นผู้นำเราไปถึงธารน้ำแห่งชีวิตนั้น

2. พระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยเติมเต็มส่วนที่พร่องไป

ในสดุดี 42:3 ผู้เขียนได้บรรยายว่า “น้ำตาของข้าพระองค์เป็นอาหารของข้าพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน” นี่คือภาพของชีวิตที่พร่องไป ชีวิตที่ว่างเปล่าจนน้ำตากลายเป็นอาหาร หลายคนในพวกเราคงเคยประสบกับสภาพเช่นนี้ เมื่อรู้สึกว่ามีบางสิ่งในชีวิตที่ขาดหายไป แม้ว่าจะมีทุกอย่างครบถ้วนในฝ่ายกายภาพแล้วก็ตาม

เราต้องเข้าใจว่ามนุษย์ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายของพระเจ้า (ปฐมกาล 1:27) ก่อนที่ความบาปจะเข้ามานั้นทุกสิ่งมีความบริบูรณ์ ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ไม่มีความขาดแคลน มีสิทธิอำนาจครอบครองแผ่นดิน แต่เมื่อความบาปได้เข้ามา ความบริบูรณ์เหล่านั้นก็พร่องไป สิ่งที่เคยเต็มก็กลับว่างเปล่า สิ่งที่เคยสมบูรณ์ก็กลับแตกร้าว ดังนั้นเราจึงเห็นว่าความรู้สึกขาดหายนี้มีรากที่มาจากการที่มนุษย์ถูกตัดออกจากความสัมพันธ์กับพระเจ้านั่นเอง

แต่ข่าวดีก็คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำงานเพื่อเติมเต็มส่วนที่พร่องไปเหล่านี้ พระองค์เติมเต็มความว่างเปล่าด้วยการสถิตอยู่ของพระเจ้า เติมเต็มความอ่อนแอด้วยฤทธานุภาพ เติมเต็มความขาดแคลนด้วยของประทานฝ่ายวิญญาณ และเติมเต็มความเจ็บปวดด้วยการปลอบประโลม ดังที่พระเยซูได้ตรัสถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ว่าเป็น “ผู้ช่วย” และ “ผู้ปลอบประโลม” (ยอห์น 14:16-17)

ดังนั้นชีวิตที่เคยว่างเปล่าก็กลับเต็มบริบูรณ์ ชีวิตที่เคยแตกร้าวก็ได้รับการซ่อมแซมจนสมบูรณ์อีกครั้ง สรรเสริญพระเจ้า !

3. พระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยขจัดอุปสรรคการเข้าหาพระองค์

“ข้าพระองค์จะทูลพระเจ้า พระศิลาของข้าพระองค์ว่า ไฉนพระองค์ทรงลืมข้าพระองค์เสีย ไฉนข้าพระองค์ต้องเดินโศกเศร้าเพราะการบีบบังคับของศัตรู” สดุดี 42:9

ผู้เขียนรู้สึกว่ามีสิ่งกีดขวางระหว่างเขากับพระเจ้า มีอุปสรรคที่ทำให้เขาไม่สามารถเข้าถึงพระพักตร์ของพระเจ้าได้อย่างที่เคย เราเองก็เคยรู้สึกแบบนี้เหมือนกันไม่ใช่หรือ ? อุปสรรคเหล่านี้มีหลายรูปแบบ เราจึงต้องมาทำความเข้าใจไปทีละประเด็น

ประการแรกคือ ความบาป ที่กั้นกลางระหว่างเรากับพระเจ้า ดังที่อิสยาห์ 59:2 กล่าวว่า “ความบาปผิดของเจ้าได้กระทำให้เจ้ากับพระเจ้าต้องแยกจากกัน” เราเห็นตัวอย่างจากกษัตริย์ซาอูลที่พระเจ้าทรงปฏิเสธเครื่องบูชาของท่านเพราะท่านไม่เชื่อฟังพระบัญชาของพระองค์ (1 ซามูเอล 15:1-23) มากกว่านั้นอิสยาห์ยังได้ประกาศอีกว่า “เมื่อเจ้ากางมือออกอธิษฐาน เราจะซ่อนตาของเราเสียจากเจ้า… เพราะมือของเจ้าเปื้อนเลือด” (อิสยาห์ 1:15) แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำงานเพื่อสำแดงให้เราเห็นถึงความบาปที่ซ่อนอยู่ และนำเราสู่การสำนึกผิดอย่างแท้จริง ดังเช่นที่กษัตริย์ดาวิดได้อธิษฐานหลังจากที่ท่านทำบาปกับบัทเชบาว่า “ขอทรงสร้างใจบริสุทธิ์ในข้าพระองค์ และฟื้นจิตวิญญาณที่ชอบธรรมขึ้นใหม่ภายในข้าพระองค์ ขออย่าทรงเหวี่ยงข้าพระองค์ไปจากพระพักตร์ของพระองค์ และขออย่าทรงนำพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ไปจากข้าพระองค์” (สดุดี 51:10-11) นี่เป็นตัวอย่างที่ดีของการที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานในชีวิตของผู้เชื่อเพื่อนำกลับมาหาพระเจ้า

ประการที่สองคือ ความอ่อนแอ ที่ทำให้เราท้อแท้และหมดกำลังใจ เราเห็นตัวอย่างจากเอลียาห์ที่หลังจากเหน็ดเหนื่อยและหวาดกลัวจนอยากตาย แต่พระเจ้าไม่ได้ทอดทิ้งท่าน พระองค์ทรงฟื้นฟูท่านด้วยการให้พักผ่อน ให้อาหาร และในที่สุดก็ตรัสด้วย “เสียงสงบเบา” แม้ในยามที่เราอ่อนแอที่สุด พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ยังทรง “ช่วยเราเมื่อเราอ่อนกำลัง” (โรม 8:26) พระองค์อธิษฐานแทนเราด้วย “ถ้อยคำคร่ำครวญที่ไม่อาจกล่าวเป็นคำได้” ช่างเป็นพระคุณที่ล้ำเลิศจริง ๆ !

ประการที่สามคือ การไม่จัดเวลาให้กับพระเจ้า ชีวิตที่วุ่นวายและยุ่งเหยิงทำให้เราละเลยการใช้เวลากับพระองค์ เราต้องเข้าใจว่าการอธิษฐานนั้นเปรียบเหมือนลมหายใจของคริสเตียน เมื่อไม่ค่อยอธิษฐาน สุขภาพฝ่ายวิญญาณก็จะไม่ค่อยดี อันที่จริงแล้วการหยุดอธิษฐานนั้นส่งผลร้ายแรงถึงขั้นที่ซามูเอลถือว่าเป็นความบาปต่อพระเจ้าเลยทีเดียว (1 ซามูเอล 12:23) ดังนั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงทรงเตือนเราให้กลับมาจัดสรรเวลาให้กับพระเจ้า ทั้งเวลาอธิษฐาน อ่านพระวจนะ และนมัสการ

และประการที่สี่คือ การไม่เห็นคุณค่าของความสัมพันธ์กับพระเจ้า เมื่อเราไม่เห็นคุณค่าของสิ่งใด เราก็จะไม่ลงทุนเวลาและความพยายามกับสิ่งนั้น ดังที่พระเยซูได้เตือนคริสตจักรในซาร์ดิสให้ตื่นขึ้น เพราะ “เราไม่พบว่าการกระทำของเจ้าสมบูรณ์ต่อพระพักตร์พระเจ้าของเรา” (วิวรณ์ 3:2) แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเปิดตาฝ่ายวิญญาณของเราให้เห็นว่าความสัมพันธ์กับพระเจ้านั้นมีคุณค่ามากเพียงใด จนเราเองก็จะปรารถนาที่จะลงทุนเวลาและชีวิตของเราเพื่อพระองค์อย่างเต็มที่

4. พระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยนำทางกลับสู่พระพักตร์เมื่อจิตวิญญาณหลงทาง

“จิตใจข้าพระองค์เอ๋ย ไฉนเจ้าจึงเศร้าสลด ไฉนเจ้าจึงกระวนกระวายอยู่ภายในข้าพระองค์ จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์อีก” สดุดี 42:5

ข้อนี้สะท้อนให้เห็นถึงสภาพจิตวิญญาณที่กำลังหลงทาง อยู่ห่างจากพระวิหาร อยู่ห่างจากการสถิตของพระเจ้า เป็นช่วงเวลาที่ชีวิตฝ่ายวิญญาณตกต่ำ เราต้องยอมรับว่าชีวิตฝ่ายวิญญาณของเรานั้นไม่ได้เข้มแข็งตลอดเวลา แต่ก็ไม่ได้จมดิ่งทุกเวลาเช่นกัน มีช่วงเวลาที่เราร้อนรน มีช่วงเวลาที่เราเฉื่อยชา และมีช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่าอยู่ห่างจากพระเจ้า

แต่สิ่งสำคัญที่เราต้องตระหนักก็คือ น้ำพระทัยของพระเจ้าต้องการให้ชีวิตของเรามีเสถียรภาพและเติบโตขึ้นเสมอ ดังนั้นเมื่อจิตวิญญาณของเราเริ่มเฉื่อยชาหรือหลงไป พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงทำหน้าที่เป็นผู้นำทางที่ซื่อสัตย์ที่สุด

เราเห็นตัวอย่างที่สวยงามจากอัครสาวกเปโตร ท่านปฏิเสธพระเยซูถึงสามครั้ง แต่พระเยซูก็ไม่ได้ทิ้งเปโตร พระองค์มาหาเปโตรหลังการฟื้นคืนพระชนม์และถามสามครั้งว่า “เจ้ารักเราหรือ” (ยอห์น 21) เป็นการฟื้นฟูที่สวยงามมาก ๆ นั่นคือการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่นำคนที่หลงทางกลับมาหาพระเจ้า พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งเราแม้ในเวลาที่เราอ่อนแอที่สุด

อันที่จริงแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรง “เตือน” เราเมื่อเราเริ่มเดินออกนอกทาง พระองค์ทำให้เรารู้สึก “ไม่สบายใจ” เมื่อเราทำสิ่งที่ไม่เป็นน้ำพระทัย และพระองค์ “เรียก” เราให้กลับมาหาพระเจ้าผ่านหลายทาง เป็นต้นว่าพระวจนะ การเทศนา เหตุการณ์ในชีวิต หรือพี่น้องในความเชื่อ ดังที่พระเยซูตรัสว่า “แต่องค์ผู้ช่วย คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้น พระองค์จะทรงสอนท่านทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวกับท่านแล้ว” (ยอห์น 14:26)

5. พระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยเปลี่ยนความโหยหาให้กลายเป็นความสนิทสนม

สดุดี 42 ทั้งบทแสดงให้เห็นการเดินทางของจิตวิญญาณจากสภาพหนึ่งไปสู่อีกสภาพหนึ่ง ในตอนต้นผู้เขียนอยู่ในสภาพของความโหยหาที่เจ็บปวด เศร้าสลด และรู้สึกว่าพระเจ้าอยู่ห่างไกล แต่เมื่อบทเพลงดำเนินไป เราก็เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน จากความโหยหาไปสู่การมีความหวังและการสรรเสริญ

พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้ทิ้งเราไว้ในสภาพของความโหยหา พระองค์ทรงพาเราผ่านกระบวนการ จากความโหยหาที่เจ็บปวด ไปสู่ความสงบที่มีจุดประสงค์ และในที่สุดก็ไปถึงความสนิทสนมที่เติมเต็ม เหมือนกวางในพระธรรมสดุดีบทที่ 42 ที่ไม่ได้แค่กระหาย แต่กวาง “กระเสือกกระสน” จนพบธารน้ำ พระวิญญาณบริสุทธิ์คือผู้ขับเคลื่อนกระบวนการนี้ในชีวิตเราอย่างแท้จริง

มากไปกว่านั้น เมื่อเรามีความสัมพันธ์สนิทกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจะสามารถระบายความรู้สึกของเราออกมาได้เต็มที่ ทั้งความรู้สึกบวกและลบ เพราะพระองค์ทรงฟังเราเหมือนพ่อที่ฟังลูก (ยอห์น 1:12) ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนจาก “ผู้รับใช้” เป็น “เพื่อน” (ยอห์น 15:15) และจาก “เพื่อน” เป็น “บุตร” นี่คือสิ่งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำให้เกิดขึ้นในชีวิตของเรา ช่างเป็นพระเมตตาคุณอันล้ำเลิศจริง ๆ

6. พระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยรักษาจังหวะความสม่ำเสมอในการแสวงหาพระเจ้า

“เวลากลางวันพระเยโฮวาห์จะทรงบัญชาความรักมั่นคงของพระองค์ เวลากลางคืนเพลงของพระองค์จะอยู่กับข้าพระองค์ เป็นคำอธิษฐานต่อพระเจ้าแห่งชีวิตข้าพระองค์” สดุดี 42:8

ข้อนี้แสดงให้เห็นภาพชีวิตที่มีจังหวะสม่ำเสมอกับพระเจ้า ทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่ใช่แค่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่เป็นทุกเวลา การพัฒนาความสัมพันธ์กับพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นต้องการปัจจัยหลายอย่างที่เราต้องมาทำความเข้าใจด้วยกัน

ประการแรกคือ “เวลา” เราจำเป็นต้องจัดสรรเวลาให้กับพระองค์ในทุกวัน จะเป็นเช้ามืด เช้า สาย เที่ยง บ่าย เย็น หรือกลางคืน ก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละคน ทั้งคุณภาพเวลาและจำนวนเวลานั้นสำคัญทั้งคู่ บางทีใช้เวลาสั้นแต่มีคุณภาพก็ดี แต่ถ้ามีทั้งเวลาและคุณภาพด้วยก็จะดียิ่งกว่า

ประการที่สองคือ “ประสบการณ์กับพระเจ้า” ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเราสัมผัสการทำงานของพระเจ้าในชีวิตจริง เป็นต้นว่าคำอธิษฐานที่ได้รับคำตอบ การสำแดงของพระองค์ หรือการทรงนำที่เห็นเป็นรูปธรรม สิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงจูงใจให้เราแสวงหาพระองค์ต่อไปอย่างสม่ำเสมอ

ประการที่สามคือ “ความเชื่อ” ที่มั่นคงว่าพระองค์อยู่กับเรา และประการที่สี่คือ “ความรู้ความเข้าใจ” จากการสะสมพระวจนะที่จะช่วยให้เราเห็นพระลักษณะของพระวิญญาณบริสุทธิ์มากขึ้น ยิ่งเรารู้จักพระองค์มากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งปรารถนาที่จะใช้เวลากับพระองค์มากขึ้นเท่านั้น

ดังนั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงทรงช่วยเราสร้าง “วินัยแห่งความกระหาย” ไม่ใช่แค่กระหายชั่วครั้งชั่วคราวแล้วก็จางหายไป แต่เป็นวิถีชีวิตที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เหมือนต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมลำธาร “ซึ่งให้ผลตามฤดูกาล และใบของมันไม่เหี่ยวแห้ง” (สดุดี 1:3) ชีวิตที่ติดต่อกับแหล่งน้ำอย่างสม่ำเสมอจะไม่เหือดแห้ง แม้ในยามยากลำบากก็ตาม

บทสรุป: จงหวังใจในพระเจ้า

“จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์อีก ผู้เป็นความช่วยเหลือและเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์” สดุดี 42:11

สดุดี 42 จบลงด้วยถ้อยคำแห่งความหวังที่ผู้เขียนพูดกับจิตวิญญาณของตนเอง แม้ในท่ามกลางความกระหาย ความพร่อง อุปสรรค ความหลงทาง ความโหยหา และการขาดความสม่ำเสมอ แต่ยังมีความหวังอยู่เสมอ เพราะพระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าที่ทรงพระชนม์อยู่

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำงานในทุกมิติของชีวิตเราเพื่อนำเราเข้าสู่ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับพระเจ้า พระองค์ดับกระหาย เติมเต็มส่วนที่พร่อง ขจัดอุปสรรค นำทางกลับเมื่อหลงทาง เปลี่ยนความโหยหาเป็นความสนิทสนม และช่วยรักษาจังหวะความสม่ำเสมอ ทั้งหมดนี้เพื่อเป้าหมายเดียว คือให้เราได้ “เห็นพระพักตร์พระเจ้า” ตามที่จิตวิญญาณของเราปรารถนา

ขอหนุนน้ำใจให้เราทั้งหลายเปิดใจต้อนรับการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในทุกมิติ ให้พระองค์ดับกระหาย เติมเต็ม ขจัดอุปสรรค นำทาง เปลี่ยนแปลง และรักษาชีวิตของเราให้คงอยู่ในความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกับพระเจ้าตลอดไป ยิ่งเรามีชีวิตที่ติดสนิทกับพระวิญญาณบริสุทธิ์มากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งเข้าใจหัวใจของพระองค์และดำเนินชีวิตให้สอดคล้องตามพระทัยของพระองค์ได้มากเท่านั้น

คำถามเพื่อการคิดใคร่ครวญ

1. ท่านรู้สึกว่ามีอุปสรรคใดที่กั้นกลางระหว่างท่านกับพระเจ้าในเวลานี้หรือไม่ ? และท่านจะขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยขจัดอุปสรรคนั้นอย่างไร ?

2. ท่านมีวิธีการรักษาจังหวะความสม่ำเสมอในการแสวงหาพระเจ้าอย่างไร ? และมีส่วนใดที่ท่านต้องการปรับปรุงเพื่อให้ชีวิตฝ่ายวิญญาณเติบโตมากขึ้น ?

3. ท่านเคยประสบกับการเปลี่ยนแปลงจากความโหยหาไปสู่ความสนิทสนมกับพระเจ้าหรือไม่ ? ประสบการณ์นั้นเป็นอย่างไร ?

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *